ยามซื่อสองเค่อ แสงแดดสว่างไสวอบอุ่นทว่าไม่แยงตา นับเป็นช่วงเวลาอันดีงามที่ชวนให้ผู้คนเอนกายอาบแดดบนเก้าอี้หวายอย่างเกียจคร้าน
ทว่ายามเช้าเช่นนี้หาใช่เวลาพักผ่อน ซูเยี่ยชิงละสายตาจากดวงตะวันเหนือชายคา หันไปออกคำสั่งเสียงเรียบ “เรียกเปิดประตู”
เบื้องหน้านางคือคฤหาสน์สามเรือนซ้อน
ท่ามกลางหมู่เรือนของตระกูลใหญ่ละแวกท่าเรือ ลานบ้านเช่นนี้พบเห็นได้ทั่วไป ทว่าคฤหาสน์ตรงหน้ามิใช่ของตระกูลขุนนาง กลับเป็นรังของเถ้าแก่เรือที่มีเรื่องบาดหมางกับตระกูลจ้าว
อึดใจต่อมา ประตูใหญ่แง้มออก เผยให้เห็นดวงตาคู่หนึ่งฉายแววระแวดระวังลุกลี้ลุกลนปานโจรขโมย ครั้นสบเข้ากับใบหน้าแปลกตาของพวกซูเยี่ยชิง คนเฝ้าประตูก็รีบกระแทกประตูปิดทันทีโดยไม่ลังเล
ทว่าสายไปเสียแล้ว
ผู้บำเพ็ญเพียรหออี้ผิ่นผู้หนึ่งตวัดเท้าถีบประตูใหญ่อย่างแรง บานประตูเปิดผางเสียงดังกึกก้อง คนเฝ้าประตูด้านในหงายหลังล้มก้นจ้ำเบ้า มันตวาดกร้าวด้วยความตื่นตระหนก “ออกไป ใครให้พวกเจ้าเข้ามา พวกเจ้าเป็นใคร หากไม่ไสหัวไปข้าจะร้องเรียกคน”
มันย่อมไม่มีโอกาสได้ส่งเสียง
มิใช่ไม่อยากแหกปาก ทว่ากลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรหออี้ผิ่นทะยานพุ่งเข้าไปดั่งอสนีบาต คนผู้หนึ่งตวัดขากระแทกขมับมัน