พรุ่งนี้คือวันหยุดราชการ หลังก้าวพ้นเขตพระราชฐาน สวีหมิงหล่างเรียกหา ‘สหายเก่า’ สองสามคนมาร่ำสุราสนทนากัน ณ จวนอัครเสนาบดี
แม้ผู้ร่วมโต๊ะล้วนเป็นไม้ใกล้ฝั่ง อายุน้อยสุดก็ล่วงเลยวัยห้าสิบ ซ้ำยังมีเฒ่าผมขาวโพลนอยู่นับไม่ถ้วน ทว่าดรุณีที่ปรนนิบัติรินสุรากลับเยาว์วัยลงทุกที ส่วนใหญ่ล้วนเป็นสตรีแรกรุ่น ภายในงานเลี้ยง คลื่นเสียงสรวลเสเฮฮาดังก้อง ร่ำสุราถกปัญหาอย่างออกรส ประหนึ่งบัณฑิตหนุ่มวัยฉกรรจ์
เมื่อสุราเข้าปากจนได้ที่ วงสังสรรค์พลันย้ายจากศาลาริมทะเลสาบสู่โถงรับรอง เพิ่งหย่อนกายลงนั่ง หญิงงามในชุดแขนเสื้อสีแดงก็กรีดกรายเรียงแถวเข้ามา ร่ายรำขับขานพลิ้วไหว ชายชราทั้งหลายหยุดเสียงสรวลเส เปลี่ยนมาวิจารณ์ท่วงท่าร่ายรำ แม้หมู่นางรำจะอุดมด้วยโฉมสะคราญยั่วยวน ทว่าสายตาของยอดขุนนางล้วนกระจ่างใส ถกเถียงเพียงทักษะร่ายรำและความสุนทรีย์ของท่วงทำนอง ทรงภูมิสง่างามสมฐานะขุนนางใหญ่
คล้อยหลังการร่ายรำจบบท เหล่านางรำถอยร่นดุจเมฆาลอยห่าง ยามบรรดาผู้นำตระกูลช้อนตาขึ้น กลางโถงกว้างพลันปรากฏโต๊ะหนึ่งตัวกับสตรีหนึ่งนางตั้งแต่เมื่อใดก็สุดรู้
เบื้องหน้าสตรีวัยสิบหกปีคือพิณโบราณเจียวเหว่ยอันเลื่องชื่อ เรือนผมดำขลับสยายทิ้งตัวเ