พอหม่าต้าเก้อหันหลังเดินเข้าไปในห้องทำงานของตัวเอง กู่เลี่ยงก็หันมองอวิ๋นตั่วด้วยความอกสั่นขวัญหาย แล้วถามเสียงตํ่า “ถ้าเขาโทรไปจริงๆ จะทำยังไง?”“ไม่ต้องห่วงหรอกน่ะ เขารู้ว่าควรพูดอะไร”“มั่นใจเหลือเกินนะ ใจของพวกเธอสื่อถึงกันได้เหรอไง?” กู่เลี่ยงยืนพิงโต๊ะทำงานของอวิ๋นตั่ว แล้วยกขาข้างหนึ่งขึ้นมาพาดไว้อวิ๋นตั่วผลักเขาออก ก่อนจะหยิบกล้องเดินออกไป“เธอจะไปไหนน่ะ?” กู่เลี่ยงรีบตามไปด้วย“ไปตามหาแฟนใหม่ของฟู่เข่อเจียน่ะสิ หาผลงานสักหน่อยไม่งั้นหม่าต้าเก้อคงพูดไม่หยุดอย่างน้อยสักเดือนได้ล่ะมั้ง หรือนายอยากจะฟังเขาพูดจ้อแบบนั้นกันล่ะ?”กู่เลี่ยงรีบส่ายหน้า “ไม่อยาก แต่ในเมื่อเธอสัมภาษณ์อาจารย์หลิวไปแล้ว ทำไมถึงยังบอกเขาว่าไม่ได้สัมภาษณ์ล่ะ?”อวิ๋นตั่วหันกลับไปกลอกตาใส่เพื่อน บอกให้รู้ว่าเขายุ่งมากไปแล้วทว่ากู่เลี่ยงก็ยังไม่รู้ความ ยังคงพูดต่อไปว่า “ถ้าให้ฉันเดานะ เธอคิดว่าฐานะของเขาไม่เหมาะกับนิตยสารซุบซิบ กลัวว่าเขาจะเสียชื่อเสียง ใช่ไหมล่ะ?”“ถ้าจะไม่ยอมหยุดพูดจู้จี้แบบนี้ก็ไม่ต้องไป ฉันไปคนเดียวก็พอ”“ก็แค่พูดไปเรื่อยเอง ไม่ได้เหรอ?”พอมาถึงหน้าประตู กู่เลี่ยงเห็นรถจี๊ปคันใหม่จอดอยู่ เขาก็รีบเข้ามาดึงอวิ๋นตั่ว “ดูรถคันนั้นสิ ฉันฝันอยากจะเห็นมาตลอดเลยนะ”อวิ๋นตั่วเหลือบมองแล้วหันมาพูดกับเพื่อนอย่างเซ็งๆ “งั้นนายก็ฝันต่อไปแล้วกัน!”“เธอนี่นะ ทำไมกลายเป็นคนไม่มีแม้กระทั่งความฝันแบบนี้ล่ะ”กู่เลี่ย