ดินที่ร้านหม้อไฟเจ็ดรสกับเขาได้เลยแต่อวิ๋นอี้ฟานกลับไม่คิดเช่นนั้น เขามีลูกสาวแค่คนนี้คนเดียว แม้จะเป็นงานหมั้นแต่ก็ควรจะจัดให้ยิ่งใหญ่สมกับหน้าตาฐานะ เขาคิดว่าลูกสาวของเขา ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาใดก็ควรถูกปฏิบัติเยี่ยงเจ้าหญิง“คุณอย่าเข้าไปยุ่งเลย เรื่องนี้ยังไงให้พวกเขาตัดสินใจเองดีกว่า” ชูยินคัดค้าน“ได้ยังไงกัน ผมมีอวิ๋นตั่วเป็นลูกสาวแค่คนเดียว แม้จะเป็นงานหมั้นแต่ก็ไม่ควรทำให้ลูกน้อยเนื้อตํ่าใจ”“อวิ๋นตั่วไม่รู้สึกน้อยเนื้อตํ่าใจ นั่นก็ถือว่าไม่น้อยเนื้อตํ่าใจ” ชูยินรู้จักนิสัยของอวิ๋นอี้ฟานดี นึกถึงเรื่องที่เขาอาจจะทำได้ ก็รู้สึกเสียใจเล็กน้อยที่ตนเองเสนอให้พวกเขาหมั้นในครั้งนี้“ลูกสาวมักปากกับใจไม่ตรงกัน” อวิ๋นอี้ฟานยึดมั่นในความคิดตนเอง“ปากบอกว่าไม่แคร์ อนาคตใครจะรับผิดชอบหากเกิดอะไรขึ้น ดูอย่างคุณสิไม่เคยโทษอะไรผม พอแต่งงานไม่ได้ซื้อแหวนเพชรเม็ดใหญ่ให้คุณ หลังจากนั้นซื้อให้คุณตั้งเท่าไหร่ ก็ชดเชยตอนแต่งงานในครั้งนั้นไม่ได้อยู่ดี”ชูยินอยากจะบอก สิ่งที่ชดเชยเติมเท่าไหร่ก็ไม่เต็มนั้นจริงๆ แล้วก็คือการต้องอยู่บ้านคนเดียวตลอดไม่กี่ปีมานี้ แต่พอคิดๆ ดูแล้วเธอไม่พูดจะดีกว่า มีประโยชน์อะไรล่ะ ลูกๆ ก็โตจนป่านนี้แล้ว คุยกันแล้วว่าจะไม่คิดเล็กคิดน้อยตอนนี้พูดไปจะมีความหมายอะไรล่ะ?