ทันทีที่จ้าวหนิงก้าวล่วงเข้าสู่โถงบัญชาการลาดตระเวนเมือง ภายในมีบุรุษสองนายรั้งรออยู่ก่อนแล้ว ล้วนเป็นใบหน้าที่คุ้นตา พวกเขาคือ ‘จงฉี’ อีกสองนายประจำกองบัญชาการ
จ้าวหนิงประสานมือคารวะผู้บัญชาการสือชงซึ่งนั่งตระหง่านอยู่บนตำแหน่งประธาน อีกฝ่ายปรายตามองผู้มาเยือน น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระชับ “สถานการณ์เร่งด่วน ในเมื่อมากันพร้อมหน้า ก็เข้าเรื่องกันเลย”
สิ้นคำ เขาก็พยักพเยิดหน้าไปยังจงฉีผู้หนึ่ง “จงฉีอู๋ เจ้าชี้แจงสถานการณ์ให้กระจ่าง”
จงฉีแซ่อู๋ผู้นี้มีนามว่า อู๋เซ่าเชิน ทายาทสายรองที่เกิดจากอนุภรรยาของผู้นำตระกูลอู๋แห่งสายขุนนางบู๊ มีศักดิ์เป็นพี่ชายต่างมารดาของอู๋จวิ้น อายุมากกว่าจ้าวหนิงสองปี และเหยียบย่างเข้าสู่เส้นทางราชการก่อนหน้าเขาสองปีเช่นกัน
ท่ามกลางขุนนางในโถง จ้าวหนิงอายุน้อยที่สุด ส่วนสือชงล่วงเข้าสู่วัยสี่สิบ ทว่ากลับครอบครองพลังบำเพ็ญถึงระดับวิญญาณต้นกำเนิด
อู๋เซ่าเชินปรายตามองจ้าวหนิงด้วยหางตา ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ยามซานเมื่อคืน ลานหน้าหอเฟยเสวี่ยในย่านผิงคังเกิดเหตุสังหารหมู่ ผู้บาดเจ็บและล้มตายเกือบสิบชีวิต นอกจากซากศพทั้งหมดจะเป็นผู้บำเพ็ญเพียรแล้ว ยังปรากฏร่องรอยของยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเน