ี่ยนไป เขาเห็นเธออยู่บ้านทั้งวัน ไม่มีอะไรทำ ความบันเทิงเดียวที่มีคือการดูแฟชั่นใหม่ล่าสุดที่ส่งมาจากปารีส ตู้เสื้อผ้ามีเสื้อผ้ากองอยู่เต็มไปหมด มีหลายตัวที่ยังไม่เคยใส่เลยสักครั้งบางตัวใส่แล้วก็ไม่สวย แต่เธอกลับภาคภูมิใจกับมัน“แม่ครับ ทำไมคนเราต้องมีชีวิตอยู่ล่ะ?”รุ่ยอิงถึงกับผงะไป หลักการลึกซึ้งแบบนี้ ดูไม่น่าจะเป็นคำถามที่ออกมาจากปากลูกชายผู้ไม่แสวงหาความก้าวหน้าของเธอเลย เธอลองคิดๆ ดู ตอนนี้คงไม่เหมาะจะตอบไปตามจริง ใครจะรู้ล่ะว่าตอนนี้เขามีความคิดพิเรนทร์อะไรอยู่หรือเปล่า ทางที่ดีที่สุดคือควรถามให้แน่ใจว่าเขาคิดอยากจะทำอะไรกันแน่“ไหนเทียนอี้บอกแม่มาซิว่า เรามีชีวิตอยู่ทำไม?”เทียนอี้ไม่พอใจกับนํ้าเสียงของคนเป็นแม่ เธอจงใจทำสนิทสนม เป็นกันเอง มองเขาเป็นเหมือนเพื่อนในโรงเรียนอนุบาลเขายกมือขึ้นเท้าคาง ท่าทางดูซึมๆ “ผมเป็นห่วงแม่ วันๆ เอาแต่ไปเดินห้างซื้อเสื้อผ้า ซื้อเสื้อผ้าแล้วก็ช็อปปิ้ง แม่ไม่เบื่อเลยสักนิดเลยเหรอ? แถมแม่ยังโพสต์รูปลงเว่ยป๋ออีก เหมือนตัวเองเป็นคนรวย แต่ใครก็รู้ว่าคนที่รวยน่ะไม่ใช่แม่ ผมดูเว่ยป๋อของแม่มีแต่คอมเม้นต์ด่า แต่แม่ก็ไม่ยอมปิดคอมเม้นต์เลย จิตใจแข็งแกร่งจริงๆ”จบคำ ฝ่ามือของรุ่ยอิงก็ฟาดลงบนหน้าเขาเสียงดังฟังชัด ใบหน้าของคนเป็นแม่นิ่งราวกับถูกฉาบด้วยชั้นนํ้าแข็ง คำพูดที่พูดออกไปเป็นเหมือนกรวยนํ้าแข็ง ทั้งเย็นยะเยือกและแหลมคม “ใครจะด่าแม่ยังไงก็ได้ทั้งนั้น แ