ตระกูลจ้าวกุมอำนาจเบ็ดเสร็จในทำเนียบเสนาธิการทหารมานานนับศตวรรษ อาศัยเพียงพลังบำเพ็ญและความแข็งแกร่งอันเป็นที่ประจักษ์ ยามนี้จ้าวเป่ยวั่งไร้หวังทะลวงสู่ระดับราชันย์ขั้นกลาง ซ้ำจ้าวหนิงยังมีเพียงชื่อเสียงอัจฉริยะกลวงเปล่า ซุนเหมิงจึงมองเห็นจังหวะทองที่ตระกูลซุนจะผงาดขึ้นแทนที่
ทว่าศึกประลองยุทธ์เพิ่งผ่านพ้น ซุนเหมิงพลันตระหนักว่าตระกูลจ้าวจงใจซ่อนคมเขี้ยวที่แท้จริงของจ้าวหนิงไว้ พลังบำเพ็ญและฝีมือเก่งกาจที่แสดงออกมาย่อมการันตีว่า เด็กหนุ่มผู้นี้จะสืบทอดอำนาจต่อจากจ้าวเสวียนจีได้อย่างไร้ข้อกังขา หนทางผงาดของตระกูลซุนพลันมืดมนลง
กระนั้น หากทำเนียบเสนาธิการทหารรื้อโครงสร้างใหม่กลายเป็น ‘ทำเนียบเสนาธิการห้าเหล่าทัพ’ ด้วยบารมีตระกูลซุนยามนี้ ย่อมมีสิทธิ์คว้าเก้าอี้หนึ่งในห้าเสนาธิการใหญ่ นั่งเทียบชั้นเคียงบ่าตระกูลจ้าว นี่คือประกายไฟสายใหม่ที่จะจุดรุ่งโรจน์ให้ตระกูลซุนอีกครา
ซุนเหมิงข่มเพลิงทะเยอทะยานในอก แค่นเสียงถามสวีหมิงหล่างอย่างเยือกเย็น “ใต้เท้าสวีเสนอให้เปลี่ยนโครงสร้างทำเนียบเสนาธิการทหาร เกรงว่าเจตนาแท้จริงคงเพื่อเปิดทางให้ขุนนางบุ๋นและปัญญาชนแทรกซึมขุมกำลังทหารสินะ”
หลายปีมานี้ กลุ่มขุนนา