สวีจือหย่วนตลอดชีวิตมิเคยถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรีกลางธารกำนัลเช่นนี้ โลหิตสูบฉีดจนใบหน้าและลำคอแดงก่ำ
ยามเผชิญสายตานับหมื่นที่ทั้งเย้ยหยันและสมเพช ผนวกกับภาพจ้าวหนิงตระหง่านค้ำฟ้า ใช้ปลายทวนชี้หน้าหยามหมิ่น สวีจือหย่วนพลันรู้สึกประดุจถูกเข็มนับพันทิ่มแทงแผ่นหลัง รุ่มร้อนดั่งตกหลุมเพลิงอเวจี ย่อมไม่อาจนั่งติดที่นั่งได้อีก
“จ้าวหนิง เจ้าอย่าได้เหิมเกริมให้มากนัก” สวีจือหย่วนคำรามลอดไรฟัน ร่างพุ่งทะยานขึ้นสู่ลานประลอง
สถานการณ์บีบคั้นจนไร้ทางถอย ในฐานะทายาทสายตรงแห่งตระกูลสวี บุตรชายอัครเสนาบดี หากถูกชี้หน้าหยามเกียรติแล้วยังหดหัว วันหน้าคงไร้แผ่นดินให้หยัดยืน
ทันทีที่สองเท้าแตะพื้นลาน สวีจือหย่วนสูดลมหายใจลึก บังคับสติให้เยือกเย็น เมื่อต้องชักดาบสู้รบ ย่อมต้องสลัดความวุ่นวายในใจทิ้ง มุ่งเป้าเพียงชัยชนะ นัยน์ตาจ้องเขม็งไปยังศัตรูเพื่อหาช่องโหว่เผด็จศึก
เดรัจฉานจ้าวหนิงกรำศึกมาเจ็ดสิบกว่าครา ล้างผลาญผู้คนตั้งแต่เช้าจรดเย็น แม้จะคว้าชัยเด็ดขาดในสามกระบวนท่า ทว่ายามนี้พละกำลังและสมาธิย่อมต้องถึงขีดจำกัด
นัยน์ตาสวีจือหย่วนทอประกาย บนร่างจ้าวหนิงปรากฏรอยแผลกระจัดกระจาย โลหิตยังคงซึมทะลัก แม้ผลัดเปลี่ยนอาภร