จ้าวหนิงหลั่งเลือดแล้ว
ยามเผชิญคลื่นมนุษย์ที่ดาหน้าบุกทะลวงอย่างไร้สติ ต่อให้สัญชาตญาณกรำศึกแหลมคมเพียงใด ท้ายที่สุดย่อมมีจังหวะพลาดพลั้ง
บาดแผลหาได้สาหัส เป็นเพียงรอยปริแตกยาวไม่ถึงสามชุ่นบริเวณท่อนแขน ทว่าทันทีที่โลหิตอุ่นซึมย้อมอาภรณ์ นัยน์ตาของจ้าวหนิงพลันดำมืดดุจห้วงเหว ทายาทขุนนางบุ๋นผู้ฝากรอยแผลนั้น จึงแลกมาด้วยซี่โครงที่แหลกละเอียดไปสามซี่จากการถูกด้ามทวนฟาดเปรี้ยง
นี่คือคู่ประลองรายที่ห้าสิบเจ็ด
จ้าวหนิงพักรบเพียงหนึ่งเค่อ กลืนโอสถเผยหยวนลงคอ แล้วก้าวขึ้นลานประลองอีกครา
ทุกสิ่งล้วนอยู่ในจังหวะก้าวที่คำนวณไว้ ทันทีที่กลิ่นคาวเลือดของเขาโชยแตะจมูก เหล่าสุนัขลอบกัดที่เห็นรำไรแห่งความหวัง ยิ่งบุกตะลุยอย่างบ้าคลั่งไม่เสียดายชีวิต
นับแต่วินาทีนี้ กระบวนทวนของจ้าวหนิงแปรเปลี่ยนเป็นมัจจุราชทวงวิญญาณ มุ่งเป้าทะลวงเพียงจุดตาย ไร้ซึ่งความปรานีหรือการรั้งมือเพื่อรักษาชีวิตผู้ใดอีกต่อไป
เหยื่อบนลานประลองล้วนจบลงด้วยกระดูกแหลกเหลวและเสียงครวญครางโหยหวนปานหมูถูกเชือด หากขุนนางคุมลานประลองมิได้สอดมือเข้าแทรกแซงทันท่วงที ปลายทวนของเขาคงดื่มด่ำโลหิตปลิดชีพคนไปนับไม่ถ้วน
ศัตรูยังเหลืออีกมาก หน