ื่องใจร้ายได้ด้วยเหรอคะ?” อวิ๋นตั่วถาม“นี่!” ชูยินแทบสำลักนํ้าลาย “ทำไมถึงไปพูดกับพี่เขาแบบนั้น!”ชูยินเอาโทรศัพท์มาคุยเอง “อวิ๋นเฉียว แม่เองนะ ลูกอยู่ทางนั้นสบายดีหรือเปล่า?”“สบายดีครับ ผมง่วงแล้วนะครับแม่” อวิ๋นเฉียวตอบไปก็อ้าปากหาวไปท่าทางหงุดหงิดเต็มทน“ตรุษจีนลูกจะกลับมาหรือเปล่า?”“ดูก่อนนะครับ อาจจะไม่มีเวลา”เมื่อได้ฟังแล้วก็หงอยไป “ตรุษจีนก็ยังไม่มีเวลาอีกเหรอ? เป็นวันสำคัญของคนจีนเราเลยนะ”“แม่บอกว่าเป็นวันสำคัญของคนจีน แต่ตอนนี้ผมอยู่อังกฤษ คนอังกฤษเขาไม่ได้ฉลองวันสำคัญของเรานี่ครับ แค่นี้นะครับแม่ ผมวางก่อนล่ะ”“นี่ เดี๋ยวสิ…” คนเป็นแม่กำลังจะพูด แต่ในสายก็ส่งเสียงตู๊ดตู๊ดกลับมาเสียแล้ว“คำก็ไม่กลับบ้าน สองคำก็ไม่กลับบ้าน” ชูยินพึมพำ“แม่ส่งหนูไปต่างประเทศสิคะ หนูจะไปดูพี่ให้” อวิ๋นตั่วพูดหยอก“ถ้าอย่างนั้นที่บ้านก็เหลือแม่แค่คนเดียวน่ะสิ” ชูยินจับมือลูกสาวไว้นวดเบาๆ ลงที่หลังมือของเธอ “พ่อของลูกชอบพูดว่าลูกน่ะแกร่งกว่าพี่ชายรับปากแม่นะ หนูต้องตั้งใจเรียน เราจะได้อยู่ด้วยกันที่บ้าน จะได้ไม่ต้องไปเรียนต่างประเทศ จะได้อยู่ข้างๆ แม่”อวิ๋นตั่วนั่งลงข้างๆ คนเป็นแม่ ขยับเข้าหาอ้อมกอดของอีกฝ่าย “แม่ไม่ต้องห่วงนะคะ หนูไม่ไปไหนหรอกค่ะ”ชูยินถอนหายใจยาว “บางครั้งแม่ก็คิดนะว่ามีเงินแล้วมีประโยชน์อะไรมีบ้านหลังใหญ่แบบนี้ แต่ตอนกลางคืนก็นอนแค่ที่เตียงหลังเดียวไม่ใช่เหรอ?ในอนาคตหากตายไป ก็มีเพ