เว่ยอู๋เซี่ยนกระแทกจอกสุราลง กระซิบเสียงต่ำ “ถังซิงผู้นี้หาใช่คนซื่อตรง”
“ฉากหน้าแสร้งสาดสุราห้าวหาญ โก่งคออาเจียนก็ไม่สำออย เพียงเพื่อซื้อใจให้พวกเรามองว่ามันคือชายชาตรีใจเด็ด อีกด้านก็แสร้งทำเป็นตาสว่างซาบซึ้งบุญคุณ… ทั้งหมดล้วนเป็นมารยา”
จ้าวหนิงยกมุมปาก “ถึงอย่างไรมันก็เป็นถึงปั่งเหยี่ยน ยอมลดตัวลงมาเล่นงิ้วฉากใหญ่ถึงเพียงนี้ ก็นับว่า ‘ยอมหักศักดิ์ศรี’ มากแล้วมิใช่หรือ”
เว่ยอู๋เซี่ยนแค่นเสียงหยัน “หลังโดนสวีจือหย่วนเหยียบย่ำจมดิน ความหยิ่งทะนงของมันคงแหลกละเอียดไปแล้ว ทั้งที่รู้เต็มอกว่าลูกหลานขุนศึกอย่างเราสอดมือยุ่งกิจการฝ่ายบุ๋นไม่ได้ ก็ยังดิ้นรนทุ่มเทมาประจบประแจง”
จ้าวหนิงปรายตาไปทางเฉินอันจือ “ทว่าตรงนี้… ยังมียอดชายจากตระกูลปราชญ์นั่งอยู่อีกคนมิใช่หรือ”
เฉินอันจือนัยน์ตาเยิ้มด้วยฤทธิ์สุรา พูดจาลิ้นพันกัน “หนิงเกอ นับแต่รอดตายจากไต้โจว เจ้าเปลี่ยนไปราวกับคนละคน วรยุทธ์พลิกแพลงก้าวกระโดด ซ้ำยังทำตัวลึกลับซ่อนเงื่อนดุจไอ้หมูตอนตัวนี้ เมื่อครู่… พวกเจ้าพล่ามเรื่องระยำอันใดกัน ข้าฟังไม่รู้เรื่องสักคำ”
เว่ยอู๋เซี่ยนเดือดปุด “เจ้าลองเรียกหมูตอนอีกคำสิ”
“ไอ้หมูตอน ไอ้หมูตอนใจทราม! ข้าเรียกแ