ล้วมันจะไม่อร่อยนะ”“เธอทำเองเหรอ”“ไม่ใช่ค่ะ แม่บ้านหลิวทำ หนูคอยดูอยู่ข้างๆ”“ฝีมือของแม่บ้านหลิวต้องให้เธอคอยดูเลยเหรอ?”“แน่นอนว่าไม่ต้อง แต่หนูอยากมีส่วนร่วมนี่คะ อาหารจานนี้จะได้มีนํ้าใจหนูอยู่ด้วยไง แต่หนูทำไม่เป็นจริงๆ หนูก็เลยทำได้แค่คอยมอง”“ต่อไปไม่ต้องลำบากแล้วนะ ของกินในโรงอาหารที่โรงพยาบาลก็เยอะแล้ว” อวี่เจ๋อว่า“อาหารของโรงพยาบาลจะมาเทียบกับอาหารที่ทำเองได้ยังไงล่ะคะ”อวิ๋นตั่วจูงมือซ้ายของอวี่เจ๋ออย่างเป็นธรรมชาติ “หนูตัดสินใจแล้วด้วยนะ ว่าจะตั้งใจเรียนทำอาหารกับแม่บ้านหลิว แบบนี้พอมือของพี่หายดีแล้ว หนูก็จะมีความสามารถใหม่อีกอย่างหนึ่งด้วย ดีจังเลย!”“เวลาเธอจะเรียนอะไรมักจะสนใจแค่ชั่วครู่ชั่วคราว เธอต้องแก้ไขข้อบกพร่องข้อนี้นะ”“นั่นเป็นเพราะหนูไม่ได้อยากเรียนอะไรพวกนั้นอย่างไรล่ะคะ” อวิ๋นตั่วพูดเรียกร้องความเห็นใจ “อย่างเช่นเปียโน คุณแม่เห็นสือเหยียนดีดเปียโนเก่ง เลยให้หนูไปเรียนบ้าง หนูยังไม่ทันรู้เลยว่าเรียนไปทำไม ก็ถูกบังคับให้ไปนั่งอยู่หน้าเปียโนซะแล้ว ไหนจะเทควันโดอีก คุณแม่ไปเจอข่าวว่าเด็กผู้หญิงคนหนึ่งบ้านรวยเกินไป เลยถูกเพื่อนนักเรียนบีบคั้น ลากไปตบจนหน้าบวมอยู่ในห้องนํ้า คุณแม่ก็เลยให้หนูไปเรียนเทควันโดทันที ตั้งแต่จำความได้หนูก็เห็นพี่ชายฝึกเทควันโดแล้วค่ะ หลายปีขนาดนี้ แค่กระดานแผ่นเดียวพี่เขายังเตะไม่ขาดหัก คุณแม่ก็ยังเชื่อมั่นในเทควันโดอยู่อีก นึกไม่ถึงเลยใช่