ันให้ราบคาบได้ในพริบตา
ย้อนไปเมื่อยี่สิบปีก่อน ชนเผ่าหนานหมานรุกรานชายแดน แม้ตระกูลฟ่านจะเพลี่ยงพล้ำ ทว่าท้ายที่สุดอาศัยเพียงอุบายตื้นเขินของผู้ตรวจการทัพคนที่สาม แสร้งพ่ายล่อศัตรู ก็กวาดล้างพวกมันได้จนสิ้นซาก คนเถื่อนพวกนี้เป็นได้แค่มดปลวก
หากเทียบกันแล้ว กลุ่มขุนนางบู๊ต่างหากที่เป็นหอกข้างแคร่ เป็นภัยร้ายแรงตัวจริง
สวีหมิงหล่างชิงชังขุนนางบู๊เข้ากระดูกดำ ถึงขนาดยอมใช้วิธีสกปรกโสมม สมคบคิดยอดฝีมือต่างเผ่าลอบสังหารคนของตระกูลจ้าว ต้นตอล้วนมาจากความหวาดระแวงตระกูลขุนนางทหารที่ฝังรากลึกในจิตใจ
ปลายราชวงศ์ก่อนเกิดจลาจลหัวเมือง กลุ่มขุนนางบู๊เข่นฆ่าแย่งชิงความเป็นใหญ่ ตะโกนก้องถ้อยคำกบฏ ‘ผู้ใดไพร่พลแกร่งม้าศึกพร้อม ผู้นั้นคือโอรสสวรรค์’ ไฟสงครามลุกโชนยาวนาน ประชาราษฎร์ตกอยู่ในนรกทั้งเป็น จารีตประเพณีพังทลาย ศีลธรรมเสื่อมทราม ยุคนั้นคือกาลวิบัติของเหล่านักปราชญ์ราชบัณฑิตอย่างแท้จริง
ท่ามกลางกลียุคเช่นนั้น บัณฑิตผู้ทรงภูมิปัญญากลับไร้ค่าราวเศษธุลี ขุนนางบู๊นึกอยากย่ำยีก็ย่ำยี นึกอยากบั่นคอก็บั่นคอ สภาพอเนจอนาถเกินบรรยาย อย่าว่าแต่ปณิธานปกครองแผ่นดินเลย แม้แต่ชีวิตและทรัพย์สินก็มิอาจรักษา
ในยุคสมัยที่