้อยา ก็ดูจะมีเยอะไปหน่อย พอดูจากฉลากที่ถูกฉีกออกไปครึ่งหนึ่ง ก็รู้ได้ทันทีว่าซื้อมาระยะหนึ่งแล้ว อีกอย่างใช่ว่ายาทุกชนิดจะจำเป็นต้องยัดสำลี ดังนั้นเจิ้งทั่นจึงเชื่อในการคาดเดาของตัวเองเว่ยเหลิงมองดูยาในขวด แล้วใช้มีดตีลงไปที่เด็กหนุ่ม “ดูท่าจะใช้มาหลายครั้งแล้ว รายได้ดีเลยล่ะสิ”“ไม่…ผมไม่เข้าใจ…ว่าคุณพูดเรื่องอะไร…” เด็กหนุ่มเกิดอาการพูดติดขัดขณะอธิบาย “มันเป็น…ยาแก้เมารถ…ที่ผมกินเอง”“คิดว่าสมองพี่มีแต่ต้นกุยช่ายเหรอไง?” เว่ยเหลิงลุกขึ้นมาเตะเด็กหนุ่มอีกครั้งเด็กหนุ่มนอนตัวงอเป็นกุ้งแห้งเว่ยเหลิงรู้ว่าเจิ้งทั่นอยู่ตรงนั้นตั้งนานแล้ว ดังนั้นจึงไม่ได้เสียเวลากับคนตรงหน้าอีก เขาเทยาออกมาสามเม็ดแล้วบังคับให้เด็กหนุ่มกิน “ยินดีนะถ้าแกจะมาอีกครั้งหน้า ถ้ามาอีกก็เอาเงินมาเยอะๆ หน่อย แค่นี้ไม่พอยาไส้หรอก!”คนที่ถูกจับกรอกยาไม่มีเวลามานั่งสนใจความเจ็บปวดจากการถูกเตะ เขารีบลุกขึ้นมาแล้ววิ่งออกไป โดยที่ไม่ได้สนใจเจิ้งทั่นที่อยู่ข้างบันได แต่ก็เป็นไปได้ที่เขาอาจจะไม่เห็น เพราะตรงบันไดค่อนข้างมืด เจิ้งทั่นมีขนสีดำ การที่เขาไม่ได้ใส่ใจก็นับเป็นเรื่องปกติอันที่จริงเว่ยเหลิงก็เป็นพวกที่มีทัศนคติแปลกๆ เหมือนกันเรื่องนี้เจิ้งทั่นรับรู้ได้ตั้งแต่เริ่มรู้จักกับเขาเห็นได้ชัดว่าเว่ยเหลิงสามารถคุมตัวหัวขโมยไปส่งตำรวจหรือไม่ก็โทรแจ้งตำรวจได้ แต่เขาเป็นคนชอบดูอารมณ์ตัวเองในตอนนั้นก่อนค่อยดูว่าจะเอาไง ครั้งน