งนั้นหลายครั้งที่เจิ้งทั่นต้องไปวิ่งและฝึกปีนต้นไม้เองส่วนบรรดาเจ้าเพื่อนตัวแสบของเขานั้น เขาลืมเรื่องที่จะได้ฝึกด้วยกันไปตั้งแต่วันแรกแล้วล่ะเมื่อพักหลังจากวิ่งเสร็จแล้ว เจิ้งทั่นก็เริ่มฝึกปีนต้นไม้แบบทุกวัน ข้อดีของการมาฝึกที่นี่อีกอย่างหนึ่งก็คือต้นไม้ในป่าแห่งนี้ค่อนข้างใหญ่ ปีนง่ายเจิ้งทั่นกระโดดขึ้นต้นโลคัสอย่างคล่องแคล่ว เขาฝนเล็บตรงกิ่งไม้แห้ง จากนั้นก็เลือกกิ่งไม้ที่ใหญ่พอที่จะรับน ้าหนักเขาได้ เขาเอียงตัว เอาขาหน้าและขาหลังเกาะกิ่งไม้นั้นเพื่อไม้ให้ตกแล้วปล่อยตัวลื่นลงไปยังด้านหลังเขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พลางปล่อยขาหลัง ใช้แต่ขาหน้าเกาะกิ่งไม้นั้นอย่างเหนียวแน่น จากนั้นก็ขยับตัวเล็กน้อยไปทางยอดแล้วสะบัดตัวขึ้นปล่อยขาทั้งสี่พลิกตัวกลับไปยังกิ่งไม้ด้านหน้าเจิ้งทั่นมองไปรอบๆ เลือกกิ่งไม้ที่ห่างไปพอเหมาะ เขาเตรียมตัวที่จะกระโดด จากนั้นก็ทะยานไปยังกิ่งไม้นั้น เขาฝึกแบบนี้ซ ้าไปซ ้ามาแรกเริ่มตอนที่ฟังเว่ยเหลิงพูดถึงการฝึกแบบนี้เขายังสงสัยว่า ตอนนี้เขาเป็นแค่แมว ไม่ใช่ลิง ทำไมต้องฝึกแบบนี้ด้วยตอนนั้นเว่ยเหลิงสังเกตได้ถึงความสงสัยในแววตาของเจิ้งทั่น แต่เขาไม่ได้อธิบายในทันที แต่ถามขึ้นว่า “คิดว่าทำไม่ได้เหรอ? หรือคิดว่าคงไม่มีแมวตัวไหนทำได้? ฉันบอกนายอย่างมั่นใจได้เลยว่าฉันเคยเจอแมวตัวหนึ่งที่เวลาวิ่งอยู่ในป่าไวอย่างกับลิง วิ่งจากกิ่งหนึ่งไปยังอีกกิ่งหนึ่ง จากต้นนี้ไปต้นนั้น อีกทั้