โพกคราหนึ่ง รอยยิ้ม บนใบหน้าไม่จางแม้แต่น้อย “เมื่อครู่ไม่ใช่ว่ายัง สงสัยมากอยู่เลยหรือ เซียนเซิงจะค่อย ๆ สอน เจ้าทีละนิดเอง”
เจียงเสวี่ยหนิงตั้งตัวไม่ทัน หลุดครางทีหนึ่ง
เนื้อเสียงของนางอ่อนหวานนุ่มนวลอยู่แล้ว ยามนี้ยังเจือความตกใจ ปนหอบเล็กน้อย สองตา ที่ยิ่งหยาดเยิ้มมองเขาอย่างน่าเวทนา “ข้าผิด ไป แล้วเจ้าค่ะ”
เนื่องจากยังไม่ได้วิวาห์กัน พอล่วงเข้ายาม วิกาลหน่อยยังต้องส่งตัว กลับจวน
ท้ายที่สุดเซี่ยเวยจึงไม่ได้ทําอะไรนาง
เพียงนั่งกอดนางเงียบ ๆ อยู่ครู่หนึ่ง แต่แล้ว สิ่งที่ได้ยินในสํานัก มหาบัณฑิตเมื่อช่วงเย็นก็ ค่อยๆ ผุดขึ้นมา
เจียงเสวี่ยหนิงถามเขา “ท่านไม่มีอะไรอยาก ถามข้าหรือ”
เซี่ยเวยจ้องนางเขม็ง
ถึงอย่างไรเขาก็ไม่คุ้นเคยกับความรู้สึกแบบนี้ แต่พอเห็นนางใช้สายตาคาดหวังหลายส่วนมอง มา ผ่านไปครู่ใหญ่จึงค่อยเปิดปากในที่สุด “เรื่อง เข้าตําหนักคุนหนิง เกิดอะไรขึ้นกันแน่”
ดวงตาของเจียงเสวี่ยหนิงผลิแววยิ้มทันที
นางยื่นมือโอบรอบคอเขา
ก่อนจะบอกเขาอย่างละเอียดตามจริง “ก็ห ลี่ว์เสี่ยนออกความคิดหนึ่งให้ราชสํานักมิใช่หรือ”
บัดนี้ราชสกุลเสิ่นตกอยู่ในฐานะกระอัก กระอ่วน
ให้วางเอาไว้ที่ไหนก็ไม่อาจปล่อยปละไม่สนใจ
แต่การชุบเลี้ยงต้องใช้เงิน หรือจะให้เป็น เหมือนกาลก่อนที่ท้องพระคลัง เป็นของตระกูล พวกเขา คิดใช้เท่าไรก็ใช้
——————–
1. ให้สีย้อมผ้าสามสีก็เปิดโรงย้อมผ้าได้ทั่ว
เมืองหลวง เป็นสํานวน หมายถึง