ะหวั่นใจอยู่เสมอ
ไหนจะตอนสอบคัดเลือกครั้งนั้น…
คนผู้นี้รั้งนางไว้แล้วพูดคุยด้วยสองประโยค ก็ ทําเอานางกลัวแทบ ร่ําไห้
แต่กระดาษคําตอบนี้…
เซี่ยเวยไม่ตอบ เพียงหันหน้ามา “เจ้าหิว หรือไม่”
เจียงเสวี่ยหนิงส่ายศีรษะ
ตอนนี้นางไม่หิวแล้ว อุตส่าห์คว้าหางเปีย [2]ของเซี่ยจวีอันผู้นี้ได้ สายตาจึงเปี่ยมความ ตื่นเต้น เผลอลืมไปว่าทุกเรื่องต่างมี ‘ขอบเขต’ ของมัน ยัง ถามแหย่ไม่ยอมเลิก “ข้าจําได้ว่าท่าน
ทําขนมแผ่นท้อให้ ข้าเลยให้ โจวเป่าอิงไปหลาย ชิ้น ตอนหลังท่านก็โมโห…”
คําพูดต่อจากนั้นถูกกลืนหาย
วงแขนของเซี่ยเวยพลันรวบเอวแน่งน้อยแน่น ใบหน้าเรียบเฉยของ เขาแฝงความสงบที่แม้จะ ถูกคนจับจุดอ่อนก็ยังคงเยือกเย็น จากนั้นก็ ประทับปิดริมฝีปาก
นางส่งเสียงอืออาไม่เป็นคํา
ผ่านไปครู่ใหญ่จึงถูกปล่อยตัว รู้สึกหัวหมุน ตาลายไปหมด
เซี่ยเวยนั่งลงบนเก้าอี้ไท่ซือหน้าโต๊ะหนังสือ จากนั้นก็โอบนางมานั่ง ตัก ฉีกยิ้มอารมณ์ดีขณะ ถาม “อยากรู้อะไรล่ะ ข้าจะบอกเจ้าทุกอย่าง เลย”
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นดังนั้นพลันบังเกิดความ ขลาดอยู่บ้าง
เซี่ยเวยตัวสูงชะลูดขาก็ยาว เมื่อกอดตนนั่ง บนตัก ฝ่าเท้าสวมถุงเท้า ผ้าไหมของนางก็แตะไม่ ค่อยถึงพื้น ยิ่งทําให้ใจเต้นระส่ําระส่ายแทบจะ กลัวหัวหดทันที เปลี่ยนไปใช้น้ําเสียงน้อยเนื้อต่ํา ใจแทน “ไม่อยากรู้แล้ว ข้าไม่อยากรู้อะไรทั้งนั้น”
เซี่ยเวยก็รู้ว่านางเป็นเต่าหดหัว ระหว่างโอบ เอวจึงหยิกเนื้ออ่อนนุ่มที่สะ