่ถึงว่ามือข้างหนึ่งจะยื่นเข้ามา ดัน ลิ้นชักกลับเข้าที่อย่างแน่นหนาก่อนนางจะทันได้ หยิบไป จึงมองไม่เห็นอีกว่าภายในนั้นมีอะไร
เจียงเสวี่ยหนิงชะงัก หันหน้ากลับมาทันที
ไม่รู้ว่าเซี่ยเวยกลับมาแล้วตั้งแต่เมื่อใด อีกมือ ถือชามเกี๊ยว เวลานี้ กําลังยืนตระหง่านสูงกว่า นางครึ่งศีรษะอยู่ด้านหลัง มองนางด้วยใบหน้า เกร็งเขม็ง “ใครอนุญาตให้เจ้าหยิบจับวุ่นวาย”
เจียงเสวี่ยหนิงไม่สํานึกผิดสักนิด
ซ้ํายังเชิดคางเรียวงามส่งเสียงหึเบา ๆ มอง เขาเหมือนจิ้งจอกน้อย ขโมยปลา “ทําไม ค้น ไม่ได้หรือ”
เซี่ยเวยวางเกี๊ยวชามนั้น
เจียงเสวี่ยหนิงเดิมก็เป็นผู้ที่ให้สีย้อมผ้าสามสี ก็เปิดโรงย้อมผ้าได้ทั่ว เมืองหลวง[1]แน่นอนว่าไม่ ยอมปล่อยเขาไป ทั้งยังเข้าไปหยั่งเชิง “เหตุใดข้า จึงรู้สึกว่ากระดาษคําตอบในนั้นคุ้นตาเสียจริง ใครกันนะผิดทํานองคลองธรรม ใหญ่หลวง ถึงกับ กล้าอ้างว่าจะทําสารพัดวิธีจัดการปราชญ์ขงจื่อ กระดาษ คําตอบพวกนี้สมควรให้จับตัวคนตอบ มาประนามแรง ๆ เสียที…”
เซี่ยเวยเม้มปากจ้องนางเขม็ง
เจียงเสวี่ยหนิงซบบ่าเขาแล้วกล่าว “เซี่ย เซียนเซิง บอกข้าหน่อยสิว่าท่านรู้สึกอย่างไร”
ตอนนั้นนางร่วมศึกษาอยู่ตําหนักเฟิ่งเฉิน ถูก เขาบริภาษหาเรื่องจับผิดทุกวี่ทุกวัน คนอื่น ๆ เลิกเรียนไปแล้วนางยังต้องฝึกพิณที่ตําหนักข้าง ต่อ ยามอยู่ต่อหน้าผู้อื่นเป็นนักปราชญ์ที่ทําให้ ใคร ๆ รู้สึกว่าอ่อนโยนดุจ ลมวสันต์ ลับหลังกลับ เข้มงวดชวนให้นางปร