ค่อยสังเกต เห็นว่าของชิ้นนี้แท้จริงแล้วเป็นหยกเหลืองเหอเถียน ตะลึงจนหัวใจแทบกระดอนออกปาก
นางจึงพูดว่ากำไลวงนี้ช่างงามนักอย่างอิจฉาหน่อย ๆ
ตอนนั้นเจียงเสวี่ยหนิงทำอย่างอื่นอยู่จึงไม่ได้ใส่ใจนัก ตอบกลับโดย ไม่คิดอะไรว่า “เดือนก่อนเซี่ยจวีอันให้ข้ามาส่ง ๆ ทั้งยังไม่น่าดูนัก ทิ้งเอาไว้จมฝุั่นในกองสินสอดอยู่เกือบเดือน สองวันก่อนข้าทำกำไลหยกม่วงที่สวม อยู่แต่เดิมแตก ถึงค่อยฝืนใจเอาออกมาสวมน่ะ”
ให้ส่ง ๆ
จมกองฝุั่นอยู่เกือบเดือน
ฝืนใจเอาออกมาสวม
อืม…ที่ว่าแข่งบุญแข่งวาสนาก็เป็นเช่นนี้เอง…
จังหวะนั้นฟางเมี่ยวไม่อยากพูดอะไรต่อแล้ว
ทว่าสายตานางก็เผลอมองกำไลพวงนั้นอีกครั้ง พานให้หวนนึกถึงเรื่องอึดอัดใจคราก่อนครั้งนี้จึงพูดจากใจจริงว่า “มีแต่คุณหนูรองหนิงเท่านั้น แหละที่มีวาสนาเช่นนี้ เดิมทีแบกรับความยากลำบากมากเพียงใด วันนี้จึงเสพสุขอยู่สบายมากเพียงนั้น หากเป็นผู้อื่นเกรงว่าคงไม่อาจแบกรับชะตา ดี ๆ แบบนี้ได้”เจียงเสวี่ยหนิงหันมองนางอย่างอดไม่อยู่“เจ้าทอดถอนใจอย่างไร้ เหตุผลเช่นนี้ ที่จวนมีเรื่องอะไรให้เจ้าไม่ยินดีหรือ”
ฟางเมี่ยวกับเสิ่นเจี้ยเป็นคู่รักคู่แค้น ไม่ทะเลาะเบาะแว้งก็ไม่รู้จักกัน
ทุกวันนี้กลายเป็นเถียงกันข้างเตียงก็จบลงบนเตียง
เรื่องราวระหว่างคู่รักหนุ่มสาวความจริงแล้วไม่จำเป็นให้คนอื่นสอดมือให้มากความ
ทว่าเสิ่นเจี้ยทั้งเมตตาและใจอ่อน หลังบ้านเองก็มีเจียงเสวี่ยฮุ่ยอีกคน แม้นางไม่มักให