มองเจียงเสวี่ยหนิงก็พลันชะงัก
เจียงเสวี่ยหนิงถาม “ทำไมรึ”
ฟางเมี่ยวกะพริบตาปริบ “ท่านไม่เคยเป็นเช่นนี้หรือ”
เจียวเสวี่ยหนิงไม่เข้าใจ “เช่นไรเล่า”
ฟางเมี่ยวยืดตัวตรง จ้องนางเขม็ง สายตาฉายแววพิเคราะห์จริงจัง หลายส่วน “อย่างข้านี่ไง ที่คนส่วนใหญ่มักใช้คำว่า ‘หึงหวง’ มาบรรยายเช่น เวลาสตรีอื่นเข้าหาเขา เห็นอยู่ชัด ๆ ว่าไม่ใช่ความผิดเขา แต่ท่านก็ยัง ไม่พอใจ ทนไม่ได้ถึงขั้นกระฟัดกระเฟียดใส่เขา ท่านไม่เคยเป็นหรือ”
หึงหวงหรือ
เจียงเสวี่ยหนิงนึกใคร่ครวญอย่างละเอียดรอบหนึ่ง พบว่าไม่เคยจริง ๆ
นางจึงส่ายหน้า
สีหน้าของฟางเมี่ยวฉายแววตื่นตะลึงทันใด“จะเป็นไปได้อย่างไร”
นางนึกอยากถามต่ออย่างอดไม่ได้
ทว่าตอนนั้นเองก็มีคนวิ่งเข้ามาแจ้งข่าวจากด้านนอก บอกว่าราชครู เซี่ยกำลังมาทางนี้
ฟางเมี่ยวหุบปากฉับ ร้อนตัวประหวั่นใจโดยไม่ทราบสาเหตุ จึงรีบ ลุกขึ้นกล่าว “ฟั้ามืดแล้วข้าเพิ่งนึกได้ว่ามัวคุยกับท่านตั้งนานยังไม่ได้ไปถวายพระพรองค์หญิงใหญ่เสียที ขอตัวก่อนนะ!”
พูดจบก็เผ่นหนีพรวดพราด
ท่าทางราวกับเด็กเรียนไม่เก่งกลัวพบอาจารย์หลบลี้ได้ไกลเท่าไหนก็เท่านั้น ถึงอย่างไรสมัยฟางเมี่ยวอยู่เรือนหยางจื่อก็นับว่าถนัดนักเรื่องการเอ้อระเหยไปวัน ๆ เลยไม่กล้าถูกพบเห็น
เมื่อเซี่ยเวยกางร่มเดินฝั่าละอองหิมะโปรยมาถึง จึงเห็นเพียงเจียง เสวี่ยหนิงถือส้มครึ่งลูกนั่งอยู่ที่ตำหนักข้าง ใช้สายตาจนปัญญามองมานางกำนัลหน้าใหม่คนหนึ่งจะเข้า