ว่าเขาไม่ชมชอบเลย สักนิด
ทันใดนั้นเขาก็หัวเราะ
และกล่าวว่า “ข้าคิดว่าข้ากับเสิ่นหลางเป็นมนุษย์เหมือนกัน แล้ว เหตุใดข้าต้องคุกเข่าให้มันทั้งยังต้องสละชีวิตให้มันด้วย ปวงชนใต้หล้าต่างเป็นเม็ดหมาก ไฉนมีแต่ฮ่องเต้ที่กล้าเรียกตนเป็นโอรสสวรรค์ ทั้ง ๆ ที่ใคร ต่อใครล้วนเป็นโอรสสวรรค์ทั้งนั้น ทว่าขณะเดียวกันทุกคนก็ต้อยต่ำเหมือนหญ้าคา ท่ามกลางการแก่งแย่งของสารพัดเผ่าพันธุ์นั้นไม่หลงเหลือน้ำใจ คิดสังหารก็สังหาร คิดทำลายก็ทำลาย หากมีใครถามหาสาเหตุก็สมควร ถามไถ่ฟั้า ถึงอย่างไรฟั้าเมื่อให้กำเนิดผู้คน แต่ไหนแต่ไรมาก็มีสิ่งเดียวที่ เท่าเทียมอย่างแท้จริง…”
ทุกหนแห่งเงียบสงัด ทุกคนมองไปทางเขาเซี่ยเวยคลายสีหน้า พูดต่อเสียงเรียบ “นั่นคือความตาย!”
ดิ้นรนผ่านความลำบากนานัปการ สุดท้ายก็มีเพียงความตาย
คนบางคนกลัวตาย
ดังนั้นวันนี้ เขาจึงตั้งใจมาส่งออกเดินทาง
อย่างไรเสียใต้หล้านี้นอกจากคำว่า ‘ตาย’ ก็ไม่มีหลักเหตุและผลอื่นใดควรค่าแก่การพูดถึงอีกเขาเองก็ไม่คิดจะถกหลักเหตุผลกับผู้ใด
เซี่ยจวีอันยามนี้ดูเยือกเย็นมีเหตุผล แต่ไม่ทราบเพราะเหตุใด ครั้น ทุกคนได้ยินวาจาก็รู้สึกหนาวเหน็บถึงกระดูก
คนเสียสติพรรค์นี้…
แม้ชาญฉลาดเกินใคร แต่ผู้ใดเล่าจะกล้าให้เขาถือครองใต้หล้า
เสิ่นจื่ออียืนนิ่งอยู่เนิ่นนาน
เยี่ยนหลินเองก็ครุ่นคิด
หน้าตำหนักไท่จี๋ สองทัพประจันหน้ากันบรรยากาศกดดันถึงขีดสุด การศึกใกล้ปะทุอยู่รอมร่อ!
ทว่ายามนี้