ทหารเกราะดำใช่ว่าไม่เผยสีหน้าลังเล แต่เสิ่นหลางเพิ่งสังหารครอบครัวร่วมสายเลือด อีกทั้งท่าทางคลุ้มคลั่งก็ยังชวนให้หนังศีรษะชาวาบ
สายตาล้วนมองไปทางเสิ่นจื่ออี
เสิ่นจื่ออีไม่ได้ออกคำสั่งตั้งแต่ต้นจนจบ พวกเขาจึงได้แต่ยอมรับ คำบริภาษ ไม่เคลื่อนไหวและไม่ส่งเสียง!
เซี่ยเวยแลนิ่งด้วยความสนใจ
ในที่สุดเสิ่นหลางก็ตระหนักได้ถึงความผิดปกติ เปลี่ยนคำเรียกขาน “จื่ออี เจ้าคิดจะทำอะไร”
เสิ่นจื่ออีมองเห็นศพบนพื้น
ขณะเดียวกัน พระเชษฐาของนางกำลังถือดาบเปือนเลือดคาดเดาได้ไม่ยากว่าเมื่อครู่เกิดอะไรขึ้นที่นี่
แม้กระทั่งวันที่นางไปวิวาห์ก็ยังไม่เคยสิ้นหวังหดหู่เช่นนี้เลย “ท่านทำอะไรลงไปอีก”
เสิ่นหลางกล่าว “เราคือผู้สั่งให้คนมอบตราพยัคฆ์แก่เจ้า! ในตัวเจ้ามีสายเลือดของราชวงศ์ไหลเวียน ย่อมสมควรแบกรับหน้าที่ของตน! หรือเจ้าอยากเห็นแผ่นดินนี้ตกอยู่ในมือคนนอก”
เสิ่นจื่ออียิ้มเยาะ “แล้วข้าไม่เคยแบกรับหรือ?!”
ครั้งนางยังอยู่ในวัง แม้จะทำตามอำเภอใจก็ยังถือว่าว่านอนสอนง่ายพอถูกตอกกลับด้วยคำถามกะทันหัน เสิ่นหลางก็แทบอับจนวาจา
เขาหน้าคล้ำเขียว “เจ้าหมายความว่าอย่างไร”
เสิ่นจื่ออีมองเขาด้วยสายตาแฝงความโศกเศร้า “ท่านสังหารผู้จงรักภักดี ชายแดนปันปั่วน ส่วนคนที่ต้องแต่งออกไปเชื่อมสัมพันธ์กับเผ่าต๋าต๋าก็คือ ข้า! ในกายท่านมีสายเลือดของราชวงศ์ไหลเวียน ถึงขั้นครองตำแหน่ง นายเหนือหัวของผู้คน แต่สิ่งที่ท่านกระทำมีเรื่องใดบ้าง