ณ์ตรงหน้าด้วยความสงสัย
หลวงจีนน้อยเหมือนจะเกรงกลัวเซี่ยเวยไม่เบา ทว่าเมื่อมาอยู่ตรง หน้าเขาก็ยังรักษามารยาทด้วยการพนมมือก้มศีรษะให้เล็กน้อยอย่าง มีมารยาทยิ่ง ก่อนจะกล่าวว่า “เมื่อไม่กี่วันก่อนมีประสกแซ่เมิ่งเดินเลือด อาบเข้ามาขอความช่วยเหลือ หลังจากถามไถ่เรื่องราวเสร็จท่านเจ้าอาวาสก็บอกให้นำเรื่องนี้มาบอกประสกเซี่ย เพราะได้ข่าวว่ากองทัพซินโจวตีเข้า เมืองแล้ว จึงส่งอาตมาให้รีบมาแจ้งข่าวนี้”
เซี่ยเวยรู้ทันทีว่าใคร หลุบตาเล็กน้อยพลางตอบว่า “ขอบคุณท่าน มาก”
เจียงเสวี่ยหนิงจ้องมองหลวงจีนรูปนั้นด้วยความแปลกใจ
จังหวะนั้นเองเซี่ยเวยก็หันมาถามนาง “เจ้าเคยไปวัดไปั๋ถ่าไหม”
เจียงเสวี่ยหนิงใจกระตุกวูบขึ้นมาชั่วขณะ
ชื่อวัดไปั๋ถ่านั้น นางเคยได้ยิน แต่ไม่เคยไป
คำพูดคาอยู่ในลำคอ รู้สึกขมปร่าจนพูดไม่ออก
เซี่ยเวยจึงคว้ามือนางขึ้นมาบอกยิ้ม ๆ ว่า “มีสหายเก่าคนหนึ่งที่เจ้า เองก็รู้จักดีอยู่ที่นั่น ข้าต้องไป เจ้าไปกับข้าได้หรือเปล่า”
เจียงเสวี่ยหนิงกล่าวปฏิเสธไม่ออก
เซี่ยเวยเลยจูงมือนางขึ้นหลังม้า แล้วยื่นแขนโอบไว้ในอ้อมอกแกร่ง จากนั้นจึงควบออกไป ลัดเลาะผ่านถนนหลายสายไม่นานก็มองเห็นยอดเจดีย์สีขาวสูงอยู่ลิบ ๆ
เมืองร้างช่างเปียมด้วยบรรยากาศเปล่าเปลี่ยววังเวง
บนพื้นปกคลุมด้วยใบไม้ที่ร่วงหล่น ไม่มีใครกวาดทำความสะอาด ตอนเข้าสู่ตลาดกลางเมืองก็ยิ่งไร้เงาของชาวบ้านสักราย แม้ว่าหลายคน จะไม่ได้หนีออกนอกเมือง แต่เ