กุฏิ เซี่ยเวยจึงหันมาบอกนางว่า “รอข้าอยู่ที่นี่สักครู่”
เจียงเสวี่ยหนิงพยักหน้ารับคำ
เซี่ยเวยจึงก้าวยาว ๆ ตรงเข้าไปภายในกุฏิ ชั่วพริบตาร่างของเขาก็ถูกกั้นด้วยบานประตู เสียงบทสวดดังลอดผ่านหน้าต่างกุฏิที่ติดกระดาษ สีเหลือง จากนั้นตามมาด้วยเสียงสนทนาอันเรียบเรื่อย
เป็นที่รู้กันดีว่า ถึงแม้เซี่ยเวยจะอยู่ในราชสำนัก ทว่าเขาไม่เพียงศึกษาคัมภีร์เต๋า แต่ยังเข้าใจหลักพระพุทธศาสนาอย่างถ่องแท้อีกด้วยส่งผลให้ เขามีความสัมพันธ์อันดีกับบัณฑิต ทั้งยังทำให้ก่อนหน้านี้เขามีศักดิ์ เทียบเท่ากับที่ปรึกษาแผ่นดินสมณะหยวนจีได้
เพียงแต่นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นเขามีปฏิสัมพันธ์กับวัดด้วยตา ตนเองจริง ๆ
โยมที่มีแซ่เมิ่ง อีกทั้งเป็นคนที่นางเองก็รู้จัก…
เมิ่งหยางอย่างนั้นหรือ
เจียงเสวี่ยหนิงคิดแล้วคิดอีก พบว่าตนคล้ายจะไม่ได้แปลกใจมากนัก เหลือบตาขึ้นกวาดมองรอบด้านจนสายตาไปสะดุดเข้ากับศาลาหินห่างออกไปไม่ไกลชั่วขณะนั้นนางยังมองไม่เห็นชื่อของศาลาหินทว่ากลับมีปฏิกิริยา แปลกประหลาดในห้วงความรู้สึกลึก ๆ จนใจเต้นผิดจังหวะ นางจึงย่างเท้าตรงไปยังทิศทางดังกล่าว
ครั้นเข้าไปใกล้ก็ได้เห็นชัดเจน
ศาลาเฉาอินจริง ๆ ด้วย
บันไดเจ็ดขั้นยกศาลาหินนี้สูง ภายในมีโต๊ะไม้เก่าและกระถางธูปวาง อยู่ด้านบน ธูปคงเพิ่งจุดเมื่อเช้า แม้ว่าตอนนี้จะไม่มีควันลอยฟุั้งให้เห็นแล้ว แต่ก็ยังคงได้กลิ่นหอมกรุ่นของไม้กฤษณาที่อบอวลในอากาศ
ถัดจากศาลาหินหลั