ใกล้ค่ำแล้ว น้ำขิงที่เตรียมไว้เย็นชืด
ทว่าเจียงเสวี่ยหนิงก็ยังไม่กลับมา
เยี่ยนหลินส่งคนมาเชิญเขาไปหารือแผนขั้นต่อไป เซี่ยเวยหลุบตา พลางหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวขึ้นมาเช็ดรอยเลือดบนนิ้ว พูดเสียงเรียบว่า“อีกประเดี๋ยวข้าจะไป”
เขาวางผ้าเช็ดหน้า เรียกคนมาเก็บกวาดเศษซากในห้อง ทั้งยังกำชับ ให้ห้องครัวนำน้ำขิงไปอุ่น แล้วจึงออกจากห้องไป
ทางไปโถงด้านหน้าซึ่งใช้เป็นที่หารือต้องผ่านด้านข้างเรือนพักของ เจียงเสวี่ยหนิง
คิดไม่ถึงว่าจะได้พบเสิ่นจื่ออี
อดีตองค์หญิงของแผ่นดินไม่ชมชอบสวมชุดชาววังเหมือนกาลก่อน อีกแล้ว นางสวมเพียงชุดกระโปรงจีบแขนหลวมกว้างสีแดงเข้มแซมขาวเดินมาจากทางเรือนพักของเจียงเสวี่ยหนิง แต่ดูท่าจะไปไม่เจอคน หัวคิ้วจึงขมวดเล็กน้อยอารมณ์ไม่ค่อยผ่อนคลายนัก
หางตาของนางมีรอยแผลเป็นจาง ๆ
แผลเป็นนี้เกิดขึ้นตอนนิกายสวรรค์เข้าร่วมกับผิงหนานอ๋องก่อการกบฏบุกเข้าเมืองหลวงเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ยามนั้นในวังให้ความสำคัญกับรูปร่างหน้าตาของอิสตรีอย่างยิ่งนางจึงคิดมากเรื่องรอยแผลเป็นเรื่อยมา กระทั่งวันหนึ่งต้องไปวิวาห์อยู่แดนไกล เผชิญพายุทรายที่ชายแดน ชีวิตพลิกผัน กลายมาเป็นหุ่นเชิด มาบัดนี้นางไม่สนใจเปลือกนอกอีกแล้ว ไม่คิดแต่งหน้าปกปิดแม้เพียงนิด แต่ถึงกระนั้นกลับทำให้ดูเป็นหญิงที่กล้าเผชิญหน้า ความจริงยิ่งขึ้น
การทำเป็นมองไม่เห็นบางเรื่องโดยแสร้งว่าทุกสิ่งยังดีอยู่ก็แค่อุดหูตนเองเพื่อขโมยระฆัง[1]สิ่งที