วที่กำลังจะเต็มดวงในอีกไม่ช้า ความเศร้าโศกเข้าเกาะกุมหัวใจจนไม่รู้สึกง่วงเลยสักกระผีก
นางลุกออกไปนอกห้อง
ทหารลาดตระเวนฝีเท้าแผ่วเบา เมื่อเห็นนางเข้าก็หยุดทักทาย “คุณหนูรองหนิง” นางทำเพียงพยักหน้ารับ เดินตรงต่อไปยังเรือนอันห่างไกลและเงียบสงบที่สุดของเซี่ยเวย
ภายในเรือนยามดึกเงียบสงัด
แม้ห้องจะจุดตะเกียงไว้ แต่กลับว่างเปล่าไม่มีใครมีเพียงเสียวเปั่านั่งอยู่ตรงระเบียงทางเดินนอกห้อง เมื่อเห็นนางก็ยิ้มแล้วเอ่ยรายงานโดยไม่ต้องให้ถาม “เซียนเซิงอยู่ที่ครัวขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงแปลกใจ ดึกขนาดนี้เซี่ยจวีอันไปทำอะไรที่ครัว
นางไม่ถามมาก หมุนตัวเดินออกไปทันที
ครั้นถึงหน้าห้องครัวก็พบว่าด้านในจุดตะเกียงตามคาด มีเสียงมีด กระทบเขียงถี่ ๆ ไม่หนักไม่เบาดังลอดออกมา ฟังดูก็รู้ว่าผู้ใช้มีดช่ำชอง เพียงใด น่าจะกำลังหั่นผัก
เจียงเสวี่ยหนิงเดินเข้าไปดูแล้วถามว่า “ท่านหิวหรือ”
จานชามสะอาดวางอยู่บนโต๊ะ
ส่วนบนเตามีโจ๊กกำลังต้มด้วยไฟอ่อน
เซี่ยเวยที่พับแขนเสื้อขึ้นยืนข้างเตา กำลังก้มหน้าหั่นซานเย่า[1]เป็น ลูกเต๋า เมื่อหั่นเสร็จและนำไปพักไว้ทางหนึ่งก็เงยหน้ามองมา พูดเสียงเรียบว่า “ข้าไม่ได้หิว แต่คิดว่าคืนนี้เจ้าอาจต้องการกินอะไรหน่อย”
ห้องครัวสว่างสู้ห้องอักษรไม่ได้ มีตะเกียงน้ำมันจุดไว้เพียงสองดวง ทว่าลำแสงไม่ค่อยสว่างนี้เองที่ส่องให้เห็นโครงร่างสูงใหญ่ของเขา เงาจางๆ ทาบทับข้างลำคอ ทำให้เขาดูเป็นแค่คนธรรมดาบนโล