รับโดยปริยาย
เขามองไปนอกหน้าต่าง ต้นไม้ดอกไม้ฤดูวสันต์ต่างพลิ้วไหวน้อย ๆ ท่ามกลางสายลมบริสุทธิ์และแสงตะวัน ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยรู้สึกเลยว่า พวกมันเต็มไปด้วยพลังชีวิตเจิดจ้าปานนี้ที่แท้ดอกไม้ทุกดอกใบไม้ทุกใบ ล้วนแตกต่างกันราวกับว่าเวลาค่อย ๆ เคลื่อนขยับอย่างเงียบเชียบ ทุก ชั่วขณะล้วนทำให้เขารู้สึกได้อย่างแท้จริงว่ากำลังมีชีวิตอันสามัญธรรมดา อยู่ในโลกาผ่านไปสักพักจึงกล่าวว่า “ข้าจะถือว่าเจ้าตอบรับแล้ว ต่อไปไม่อาจ คืนคำ ไม่อาจไม่ต้องการข้าอีก”
เจียงเสวี่ยหนิงซุกตัวในอ้อมแขนของเขาอย่างเงียบงัน
เซี่ยเวยไม่ได้ยินนางตอบกลับอยู่นาน เมื่อก้มหน้ามองจึงพบว่าเจ้า ตัวแสบหลับไปแล้ว เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนอดยิ้มออกมาไม่ได้ แต่เมื่อเบนสายตาจึงเห็นว่าใต้ตานางมีร่องรอยความอ่อนล้าอยู่จาง ๆ
ตลอดสองวันมานี้ ที่แท้แล้วคิดอยู่นานแค่ไหนกัน ไม่หลับไม่นอน นานแค่ไหนกัน กว่าจะเดินเข้ามาในห้องเพื่อบอกกล่าวถ้อยคำเหล่านั้น
เขาถึงกับรู้สึกจุกอก
ความรู้สึกพันหมื่นผสมปนเป แต่ก็ยากจะหาช่องทางระบาย นึกอยากออกแรงกอดนางให้แน่นยิ่งขึ้น ถึงกับให้แหลกลาญเป็นส่วนหนึ่งในเลือดเนื้อไขกระดูกของตน แต่ก็เกรงว่าหากเพิ่มแรงอีกหน่อยจะทำให้นางตื่น
อ้อมกอดนั้นมีกำลังนับพันชั่ง
ยามกระทบถูกร่างของนาง กลับเหลือเพียงน้อยนิดด้วยผลของความอดทนอดกลั้น
ในที่สุดเซี่ยเวยก็ทนไม่ไหว ขนตาของเขาสั่นไหวเล็กน้อยขณะก้มศีรษะลงจูบหน้าผากนางเบาๆ
ไร้ซึ่ง