ื้องหน้ามีคนยกโต๊ะชามาจากด้านข้าง ส่งมอบชาที่เพิ่งชงใหม่ ๆ
เซี่ยเวยรับมาจิบอึกหนึ่ง
มือซ้ายของเขายังคงพันผ้าดิบ เจ็บปวดสุดทานทน
เขาเงยหน้ามองว่านซิวจื่อ มองฝั่ามือที่ถูกตะปูแทงพรุนจนเลือดเนื้อแหลกเละ ไม่รู้สึกหวั่นไหวแม้แต่น้อย แค่นเสียงกล่าว “นิกายสวรรค์เนี่ยนะ คนที่ทั้งตัวมีแต่สุรากับข้าวยัดอยู่ในร่าง หาประโยชน์ไม่ได้พวกนั้นน่ะหรือ ถ้าอาศัยพวกเขาแล้วจะสำเร็จการใหญ่ได้ บัดนี้เจ้าคงไม่มาอยู่ที่นี่หรอก จะยกให้ข้ารึ เลี้ยงไว้ยังเปลืองข้าวสุกเลย เจ้าประเมินตนเองสูงไปแล้ว”
ในที่สุดว่านซิวจื่อก็หยุดดิ้น
สองมือไม่เหลือพื้นที่ว่างอีก
เขาถูกแขวนบนกำแพงด้วยลมหายใจเฮือกสุดท้าย พูดไม่ออกแม้แต่ คำเดียว
ภาพฉากอำมหิตชวนให้ผู้คนเห็นแล้วอกสั่นขวัญหนีตลอดเวลานั้นเซี่ยเวยกลับคล้ายมองไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น เขาวางจอกชา ลุกเข้าไปใกล้อย่างเชื่องช้า ในดวงตาอันลึกล้ำมีประกายมืดทะมึนวาบผ่าน ดูประหนึ่งยังหลงเหลือความเมตตาที่เจือความเวทนาอยู่บางส่วน
เขากล่าว “แต่ที่เจ้าปล่อยข้าไปตอนนั้นความจริงก็นับเป็นพระคุณ กึ่งหนึ่ง”
ว่านซิวจื่อแทบจะหมดสติอยู่แล้ว
จึงถูกน้ำเย็นกระบวยหนึ่งสาดปลุก
เขาได้ยินคำพูดของเซี่ยเวยชัดเจน แม้จะรู้ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ยามอยู่ ในสภาพสิ้นหวังก็พลันคว้าเจอความหวัง จึงลืมตาขึ้นจ้องอีกฝั่ายเขม็งอย่างอดไม่ไหว
ริมฝีปากของเซี่ยเวยปรากฏรอยยิ้มพิกล พูดเนิบ ๆ “ไม่ใช่ว่าเจ้าอยากเป็นฮ่องเต้หรอกหรือข้าจ