นนี้ ถ้าอยู่คนเดียวน่ะต้องหวาดกลัวเป็นธรรมดา
โชคดีเรามีกันสองคนเจียงเสวี่ยหนิงไม่ตอบ อาศัยมือของเซี่ยเวยพยุงตัวเองลุก เหลียวกลับไปมองแวบหนึ่ง
เหล่าสาวกนิกายสวรรค์ต่างยืนอยู่ด้านหลัง
เดิมทีพวกเขาไม่เห็นว่าการกระทำของพวกตนมีปัญหา แต่ครั้นนางปรายตามองไม่รู้เหตุใดจึงละอายใจขึ้นมาบ้าง รังแกสตรีบอบบางน่ะช่างเถอะ แต่คนถูกกระทำกลับไม่แสดงความต่ำต้อยอ่อนแอเยี่ยงผู้ถูกรังแกเลยสักนิด กลับแสดงความเหยียดหยันและใจกว้างประเภทหนึ่งแทนเสียอย่างนั้น
ทั่วทั้งพื้นที่เงียบสงัด
สายตาของทุกคนต่างจับจ้อง
เจียงเสวี่ยหนิงละสายตาแล้วหลุบลง ยกชายกระโปรงกล่าวกับ เซี่ยเวยว่า “ไม่เป็นไร”จากนั้นก้าวขึ้นบันไดทีละขั้นกระทั่งขึ้นไปยืนบนแท่นเบื้องหน้าหลู่ไท่พอดิบพอดี
นางไม่ได้เปล่งวาจา
ไม่แม้กระทั่งจะแสดงความขุ่นเคืองอะไรมากมาย เพียงยกมือ ค้อมกายให้อีกฝั่ายเล็กน้อย
ชั่วอึดใจนั้น หน้าแท่นพลันเกิดเสียงฮือฮาเบาๆทุกคนหันไปกระซิบกระซาบกัน
แม้ใบหน้าของเจียงเสวี่ยหนิงจะไร้เครื่องประทินโฉมก็ยังงามเพริศพริ้ง รูปร่างอรชรแต่ไม่ผอมซูบอ่อนแอ แผ่นหลังหยัดตรงท่วงทีผ่าเผยยามยืน อยู่บนแท่นในคืนวสันต์เช่นนี้ ลมราตรีจึงพัดผ่านชุดกระโปรงของนาง แสงจากคบไฟสูงรอบด้านสาดอาบร่างราวกับเปล่งสีสันเฉิดฉันส่องประกาย แก่โลกอันมืดสลัว
การทักทายครั้งนี้ช่างงดงามเหลือเกิน
ยิ่งเป็นสถานการณ์ที่หลู่ไท่ด่าทอว่านาง‘สมคบคิดกระทำเรื่องชั่วช้า’ กับตู้จวินเสี