ด้านหลังรถม้าล้วนเป็นศิษย์นิกายสวรรค์ แม้แต่สารถียังเป็นมือดีของฝั่ายนั้นทั้งสองไม่กล้าพูดอะไรโจ่งแจ้งนักเซี่ยเวยหยิบบันทึกทำนองเพลงพิณขึ้นมาอ่าน
เมื่อเห็นว่าเขาสงบเพียงใด เจียงเสวี่ยหนิงก็รู้สึกชื่นชมอย่างอดไม่ไหว ทั้งที่กำลังอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ กลับเยือกเย็นถึงขั้นอ่านหนังสือหน้าตา เฉย “ท่านช่างสามารถนักที่ยังอ่านต่อได้”
เซี่ยเวยทาบนิ้วบนขอบกระดาษที่เริ่มออกเหลืองเบา ๆ ช้อนตามอง นางยิ้ม ๆ พร้อมตอบว่า “ทุกครั้งเมื่อมีเรื่องสำคัญต้องใจสงบ ดูเจ้าเถอะ ร้อนรนนัก”
เจียงเสวี่ยหนิงกลอกตาใส่เซี่ยเวยรู้ว่านิสัยนางเป็นเช่นนี้เอง แม้เห็นนางมองค้อนก็รู้สึกว่าแค่ แง่งอน เป็นการแสดงออกอย่างตรงไปตรงมาไม่เสแสร้งจอมปลอม ในใจพลันเกิดความรู้สึกโหยหาและไม่คิดยับยั้งชั่งใจยื่นมือไปจับอุ้มมานั่งตัก โอบเอวบางแล้วประทับจูบอย่างละเมียดละไม
หากเป็นชาติก่อน เจียงเสวี่ยหนิงไม่กล้าจินตนาการเลยว่าจะใกล้ชิดเซี่ยเวยได้ถึงขนาดนี้มาบัดนี้การโอบกอดกลายเป็นเรื่องธรรมดาเสียด้วยซ้ำ ตอนแรกย่อมบังเกิดความรู้สึกต่อต้านไม่คุ้นชิน แต่ในเมื่อหนีไม่พ้นและยังไม่อาจหลบเลี่ยง ผ่านไปเดือนกว่า ความรู้สึกระแวดระวังจึงค่อย ๆ เลือนหาย เริ่มจะคุ้นเคยขึ้นมา
เปรียบเสมือนการดื่มสุราหลายอึกแรกจะเผ็ดร้อนจนไม่ชิน ครั้นสามแก้วห้าแก้วลงกระเพาะ ก็ซาบซ่านขึ้นมาถึงศีรษะและใบหน้า มึนงง วูบ ๆ วาบ ๆ ไม่รู้เหตุรู้ผล ถึงกับอาศัยภาวะมึนเมารู้สึกได