ยู่เมืองลั่วหยางเสียอีก แม้ดูแลให้กินดีอยู่ดี แต่เวลาส่วนมากไม่ให้ออกจากห้องเลยสักก้าว
เจียงเสวี่ยหนิงที่ปกติชมชอบการท่องเที่ยวอิสระ ยามนี้แทบจะถูก กดดันจนหายใจไม่ออก
นางพูดถึงว่านซิวจื่อทีไรก็จะเป็นกลางวันด่าทอกลางคืนบริภาษ ตกดึกนอนเคียงเซี่ยเวยยังพูดอีกว่า “ตอนนี้อาศัยใต้ชายคาเรือนผู้อื่น จะไม่ก้มหัวก็ไม่ได้ แต่สักวันหากเฒ่าชราตกอยู่ในมือของท่านย่ามันเช่นข้าละก็ จะจัดการให้ลืมบรรพบุรุษสิบแปดโคตรไปเลย!”
เซี่ยเวยวัน ๆ อยู่ข้างนอกคอยคิดวางแผน ไม่กล้าทำพลาดสักขั้นตอน ในหัวมีแต่ความตึงเครียด เมื่อกลับมาได้ยินได้เห็นว่านางฉุนเฉียวจนน่าขัน ก็อดหัวเราะไม่ได้
เพียงแต่รู้ว่าในใจของนางหม่นหมอง จึงพูดปลอบว่า “ใกล้แล้วละ”
เจียงเสวี่ยหนิงมองค้อน
ผ่านไปครู่หนึ่ง นางถึงถามด้วยความลังเล“คืนนี้ยังต้องครางอีก หรือไม่”
ช่วงหลัง ๆ ทั้งสองเรียกได้ว่าเสแสร้งแสดงละครจนแทบกลายเป็นจริงแล้ว กระทั่งอาบน้ำยังใช้น้ำถังเดียวกัน แม้ว่านซิวจื่อจะเชื่อความสัมพันธ์ ของทั้งสองเรียบร้อย ทว่าทั้งคู่ก็ไม่กล้าผ่อนคลาย เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดในวันใดวันหนึ่ง สามวันห้าวันเลยจะส่งเสียงครางสักรอบ
เซี่ยเวยเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า “ครางเถอะ”
เจียงเสวี่ยหนิงนิ่ง
ดูเหมือนยังกังวลและลังเลอยู่บ้าง
หลายวันมานี้เซี่ยเวยได้ยินเสียงนางครางมาหลายครั้ง
ท้ายที่สุดก็ยังต้องแสดงกันต่อไป
แต่บางทีความร้อนรุ่มก็ยังไม่ถึงขั้นจะคลายได้จริ