ๆ
ชั่วขณะหนึ่ง ถึงกับชวนให้เผลอรู้สึกถึงความสงบสุขอันไกลห่าง
เจียงเสวี่ยหนิงเดิมคิดว่าเมื่อเผชิญเหตุการณ์วุ่นวายนองเลือดมา ตน น่าจะต้องสงบสติอารมณ์อยู่นานถึงจะหลับลง แต่ไม่คิดว่าเพียงเอนกาย ใจกลับเยือกเย็นราวกับความเป็นความตายก็ไม่ใช่เรื่องแย่ขนาดนั้น
นางผล็อยหลับอย่างรวดเร็ว
กระทั่งหลับสนิทได้ครึ่งค่อนคืน ก็ถูกผลักปลุกท่ามกลางความงัวเงีย
เจียงเสวี่ยหนิงแทบหลงลืมว่าตัวเองถูกจองจำ
ครั้นลืมตาอย่างง่วงงุนจึงเห็นเซี่ยเวยนั่งอยู่ข้างกาย มือเขายังวางบน หัวไหล่
ชัดเจนว่าเขานั่นเองที่ผลักปลุก
นางยังไม่ตื่นเต็มตา สมองยังมึนงงหนักอึ้งพึมพำติดรำคาญว่า “ท่านจะทำอะไรอีก”
เซี่ยเวยถาม “เจ้าครางเป็นหรือไม่”
สติเจียงเสวี่ยหนิงยังไม่กลับมา ถามออกไปว่า“ครางอะไร”
เซี่ยเวยเห็นนางเปลือกตาหนักแทบจะปิดอีกครั้ง ริมฝีปากบางก็เม้มแน่น ไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรอีก เขาวางมือลงบนหัวไหล่แบบบางค่อย ๆ ไล้ลงไปจนถึงช่วงเอวอันอ่อนช้อยแล้วหยิกแรงขึ้นทีละน้อยเอวคนเราเป็นจุดที่อ่อนไหวที่สุด
เซี่ยเวยลงมือจนเจียงเสวี่ยหนิงทั้งเจ็บทั้งคันนางถูกหยิกก็งอตัว เปล่งเสียงแหบพร่าขึ้นจมูกคล้ายเสียงแมวอ้อนเครือ ๆ ในลำคอ ดูทั้ง เกียจคร้านและชอบใจ
เขาถึงกับหยุดหายใจไปชั่วขณะ
แต่คราวนี้ก็ถือว่าทำให้นางลืมตาอีกครั้ง
เซี่ยเวยหันมองประตูที่ปิดสนิทแวบหนึ่งแล้วกลับมาจ้องนางใหม่ ถามย้ำอีกครั้ง “เจ้าครางเป็นหรือไม่”ถ้าบอกว่าเมื่อครู่คือความงงง