าสลบด้วยน้ำเย็น แต่ก็ยัง มองรอบ ๆ โดยไม่ได้ดูตระหนกตกใจ จึงเอ่ยว่า “แม่นางน้อยช่างเยือกเย็นนัก ควรค่าให้เขาเหลือบแลแล้ว”
เจียงเสวี่ยหนิงไม่รู้ว่า ‘เขา’ ที่อีกฝั่ายพูดถึงคือใคร
แต่เมื่อดูรอบด้านก็เห็นคนถืออาวุธทั้งดาบและกระบี่เต็มไปหมด ผู้สวมชุดพรตและชุดทั่วไปอยู่ปะปนกัน ทว่ามีเพียงชายชราผู้นี้ที่นั่งอยู่ ทั้งยังมีสาวงามคอยทุบขาปรนนิบัติ ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าคือหัวโจก
นางมีอะไรให้ตื่นตระหนกกัน
พูดโพล่งออกมาทันที “ท่านส่งคนออกไปตั้งมาก ลงแรงเหลือล้นเพื่อวางยาสลบจับข้ากลับมานอกจากมัดเอาไว้ก็ไม่ได้ทุบตีเข่นฆ่า เช่นนี้ก็ ดูเหมือนข้าจะยังมีคุณค่าให้ใช้อยู่ไม่น้อย ในเมื่อเป็นอย่างนั้นย่อมไม่ต้อง พะวงเรื่องเป็นตาย แล้วยังมีอะไรให้ต้องเป็นกังวลอีกเล่า”
ชายชราหัวเราะคำหนึ่ง ยิ่งรู้สึกชื่นชมกว่าเดิม“ไม่เลว นับว่าเข้าใจ หลักการ ตัวเราบำเพ็ญตนมาหลายปี นามทางโลกหลงลืมไปนานแล้ว ฉายาธรรมเรียกว่า ‘ว่านซิวจื่อ’ หรือเรียกว่า ‘นักพรตเจินอี่’ ก็ยังได้ ครั้งนี้ลงแรงเชิญคุณหนูรองเจียงมาเป็นแขก พวกเด็ก ๆ ของเรากระทำการไม่รู้หนักเบา ระหว่างทางหากบกพร่องประการใดขอคุณหนูโปรดให้อภัย”
ว่านซิวจื่อ!
นักพรตเจินอี่…
แม้จะเตรียมใจไว้แล้ว แต่พอได้ยินชื่อนั้นเข้าหูจริง ๆ เจียงเสวี่ยหนิง ก็ยังรู้สึกได้ถึงความเย็นเยือกที่แผ่ซ่านในใจ
ว่านซิวจื่อถาม “เรื่องนี้ก็ไม่ประหลาดใจหรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงตอบ “ถ้าเดาไม่ผิด เหตุการณ์ลอบ