ิตใจยังอำมหิตยิ่งกว่าเจ้า ไม่เกินความคาดหมายหรอก”
เตาฉินกลับไม่คิดเช่นนั้น
รอยดาบบนแก้มยังสดใหม่ สะกดกลั้นอารมณ์แทบไม่ไหวจนขอบตา แดงเรื่อ “ถ้าข้าน้อยไปเร็วกว่านี้ หรือช้ากว่านี้ คุณหนูโหยวคงไม่ต้องเผชิญการลงมืออันต่ำช้าของมัน เป็นเพราะข้าตกหลุมพรางจนไร้หนทางขยับตัว จึงกลายเป็นทำร้ายคุณหนูโหยว…”
แม้เตาฉินจะติดตามเซี่ยเวยมานาน พบเจอเรื่องราวต่าง ๆ มาไม่น้อย ทั้งชีวิตกลับแทบไม่มีเรื่องที่ผิดต่อผู้อื่น นับประสาอะไรต่อคุณหนูผู้มีอุปนิสัยแบบนั้น
ถึงอย่างไร เขาก็ยังมีจิตใจของผู้เยาว์
ทั้งความโกรธและรู้สึกผิดทะลุทะลวงใส่กดดันจนเขาเงยหน้าไม่ขึ้น น้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัวเขาปาดเช็ดลวก ๆ โดยแรง ความเคลื่อนไหวแฝงด้วยความพยายามสะกดข่มอย่างดุดัน ดูไปกลับยิ่งน่าเวทนา
เซี่ยเวยเคลื่อนสายตาขึ้นมองเขาแวบหนึ่งถอนใจเบา ๆ “เจ้าไม่ผิด ไม่ต้องคุกเข่าแล้ว”เจี้ยนซูทางด้านข้างก็ไม่ค่อยคุ้นชินกับท่าทางขลาดเขลาอันแทบไม่เคยเห็นของอีกฝั่าย
เจี้ยนซูก้าวขึ้นหน้า ฉุดเตาฉินให้ลุกและขมวดคิ้วดุ “มีอะไรน่าร้องไห้กัน ร้องแล้วจะชุบชีวิตกลับมาได้หรือไร”
เซี่ยเวยจึงกล่าว “จับกุมมือสังหาร เอาชีวิตมันมาสังเวย นี่ต่างหากวิธีชดใช้ความผิด”
เตาฉินไม่ยอมลุกขึ้น เพียงกัดฟันพูด “เตาฉินยินดีแลกด้วยชีวิต!”
เซี่ยเวยปิดฝากล่องอาหาร ไม่สนใจว่าทั้งสองรู้สึกอย่างไร ถือกล่อง เดินผ่านร่างอีกฝั่าย กล่าวเสียงค่อยว่า “รอผ่านไปสักหลายวันก็ไปรายงานหน