ิงรองแล้วกัน”
ทว่าเพิ่งเดินไปได้สองก้าว ฝีเท้าก็ชะงักอีกครั้ง
เขาหันกลับมา “ช่วงนี้หลี่ว์เสี่ยนเป็นอย่างไรบ้าง”
เจี้ยนซูชะงัก ครู่ถัดมาจึงกระซิบตอบ “ถึงดูเหมือนไม่มีอะไร แต่หลายวันนี้เขาเอาแต่อยู่ในห้องทำบัญชีของกองทัพ เมื่อวานยังมีนักบัญชีมาบอกด้วยว่าทำพลาดไปหลายจุดเลยขอรับ”
เซี่ยเวยเงียบ ไม่ถามอะไรอีกเขาถือกล่องอาหารไปยังเรือนของเจียงเสวี่ยหนิง
บาดแผลยังไม่ทุเลา จึงก้าวได้ไม่ยาวและไม่เร็วนัก
เมื่อมาถึงระเบียงทางเดินนอกสวนก็บังเอิญเห็นเสิ่นจื่ออี
องค์หญิงผู้ซึ่งแม้จะถูกช่วยกลับมาก็ไม่อาจคืนสู่เมืองหลวงชั่วคราว แต่งกายชุดเรียบ ๆ สีอ่อน ยืนเงียบใต้พุ่มไม้ดอกเพิ่งแตกหน่อยามวสันต์ ดวงตาที่มองไปในสวนเศร้าสลดดุจปกคลุมด้วยม่านเมฆหมอกพิรุณ
เท้าของเซี่ยเวยหยุดลง
เขาเองก็มองเรือนในสวน ก่อนถามขึ้น “องค์หญิง ไม่เสด็จไปหาหรือพ่ะย่ะค่ะ”
เสิ่นจื่ออีมองเขา นิ่งเงียบไปนานกว่าจะตอบ“ข้าไม่กล้า”
เซี่ยเวยกล่าว “หนิงรองมายังชายแดนเพื่อช่วยเหลือองค์หญิง ส่วน โหยวฟางอิ๋นก็ติดตามหนิงรองมา บัดนี้คนไม่อยู่แล้ว พระองค์ไม่สบายพระทัยจนไม่กล้าเข้าพบหรือพ่ะย่ะค่ะ”
เสิ่นจื่ออี้ฟังถ้อยเสียดแทงในคำพูดนี้ออกนางจับจ้องเซี่ยเวย
เซี่ยเวยกลับสงบนิ่ง ท่าทางเหมือนไม่ได้รับเอาเรื่องความเป็นความ ตายมาใส่ใจ
“หากคนแซ่เซี่ยเป็นพระองค์ย่อมต้องกระสับกระส่ายพลิกไปมาจน นอนไม่หลับเช่นกันทว่ามัวยืนอยู่ตรงนี้ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรอา