ยความชิงชังลึกล้ำ ถลึงตาอย่างใกล้ระเบิดอารมณ์อยู่รอมร่อ
แต่สิ่งที่เข้ามาในครรลองจักษุกลับเป็นเงาร่างของเซี่ยเวย
พวงแก้มของนางซีดเซียวดูอมโรค สภาพร่างกายบอบบางถึงขั้นแค่ เปั่าทีเดียวก็หลุดลอยริมฝีปากซีดเผือดอิดโรย ทว่าสองตากลับต่างจากสองแก้ม มีความมืดชวนตระหนกแฝงอยู่ ดุจประกายมีดในอนธการ คมกริบจนทะลวงจิตใจผู้คน
เจียงเสวี่ยหนิงมองเขา “ท่านมาทำอะไร”
เซี่ยเวยวางกล่องอาหารลงบนโต๊ะ หยิบขนมแผ่นท้อชิ้นหนึ่งส่งให้ “กินอะไรหน่อยเถอะ”
ทีแรกเขาอยากจะนั่งตรงหน้านาง
แต่บาดแผลบริเวณเอวยังไม่หายดีเลยไม่อาจทำได้ เขาจึงค่อย ๆ ยื่นมือเลื่อนเก้าอี้มานั่งข้าง ๆแล้วกล่าวกับนางว่า “โจวอิ๋นจือหนีไปแล้ว คงยังจับไม่ได้เร็ว ๆ นี้ ถ้าเจ้าอดตายเสียก่อน เดี๋ยวก็ถูกหัวเราะเยาะเอา หรอก”
เจียงเสวี่ยหนิงสังเกตว่าเขาเคลื่อนไหวเชื่องช้ากว่าเก่าพอสมควรก็พูดเสียงเรียบ “ท่านไม่ห่วงชีวิตแล้วหรือ”
เซี่ยเวยกลับตอบว่า “หนิงรอง บางครั้งก็ใช่ว่าผู้คนคิดขึ้นไปยืนบน ยอดเขาปีนหน้าผานั้นด้วยตนเอง แต่เป็นเพราะเมื่อเดินตามหนทางไปจน สุดถึงเพิ่งพบว่าตรงหน้าเป็นขอบผา เรื่องราวในโลกหล้าก็เหมือนพายุทรายที่ไล่หลังเจ้ามาเหมือนลมคลั่งที่พร้อมจะพัดไม้ให้หักโค่น แล้วเจ้าจะยืนอยู่กับที่รอให้มันกลืนกิน หรือจะบังคับตัวเองให้หลับตากระโดดลงก้นเหว ทั้งหมดก็ล้วนแล้วแต่จะคิด ไม่มีทางเลือกอื่นอีก”เจียงเสวี่ยหนิงกะพริบตา “อาศัยอะไรจึงต้องเป็นข้า อาศัย