งลอบคลำดูหลายครั้ง รู้สึกได้ชัดเจนถึงวัตถุแข็งชิ้นไม่ใหญ่นัก เกรงว่าจะไม่ใช่เพียงแผ่นกระดาษ
ฝั่ายโจวอิ๋นจือก็กำลังครุ่นคิด วัตถุประสงค์ที่ตนเดินทางมาซินโจวใกล้ลุล่วงแล้ว ทีนี้ก็เหลือสิ่งเดียว…
ไม่ทราบเพราะเหตุใด เมื่อนึกขึ้นมาก็รู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง
เขาเดินเอามือไพล่หลังต่อไป เพิ่งจะพ้นหัวมุมก็เห็นเงาร่างหนึ่งเดิน ตรงเข้ามา ขนคิ้วนัยน์ตางามชดช้อยดูค่อนข้างเยือกเย็น ถือสมุดบัญชีหลายเล่ม ก้าวเท้าพลางขยับริมฝีปากไปพลาง จีบนิ้วคล้ายคำนวณอะไรอยู่
โจวอิ๋นจือชะงักฝีเท้า ประสานมือทักทาย“แม่นางโหยว บังเอิญยิ่งนัก ได้พบกันอีกแล้ว”
โหยวฟางอิ๋นชะงัก ยามนี้ถึงเพิ่งมองเห็นเขา
ฝีเท้านางเองก็หยุดด้วย ทว่าไม่ได้เข้าใกล้จนเกินไป ถึงอย่างไรคุณหนูรองก็เคยบอกให้ระวังคนผู้นี้ไว้บ้าง แม้จะสงสัยเล็กน้อยแต่นางก็สมควร รักษาระยะห่าง จึงเพียงกล่าวคำหนึ่ง“คารวะใต้เท้าโจวเจ้าค่ะ”
โจวอิ๋นจือมองสมุดบัญชีในมือนางพร้อมเอ่ยว่า “หลายวันนี้เห็นตรงประตูจวนวุ่นวาย ดูเหมือนท่านกับเถ้าแก่เหรินซื้อหาสินค้ามาไม่น้อยเป็นเพราะใกล้จะเดินทางกลับแดนสู่แล้วสินะ ข้าคิดไม่ถึงจริง ๆ ผ่านไป สองปีทุกคนเปลี่ยนไปกันหมดแล้ว ตอนคนแซ่โจวเข้าคุกหาสมุดบัญชีไปให้คุณหนูโหยว ไม่คิดเลยว่าคุณหนูในครานั้นจะร้ายกาจเช่นวันนี้ ตัดสินคนที่หน้าตาไม่ได้เลย”
ยามนั้นโจวอิ๋นจือดูแลนางไว้มากจริง ๆ
โหยวฟางอิ๋นถึงอย่างไรก็จิตใจดีงาม จะปันหน้าเย็นชาใส่ก็รู้