กก็แทบไม่รู้ว่าเวลาผ่านเลยไปอย่างไร
กระทั่งจังหวะหนึ่งเขาทับหนัก ๆ แล้วแนบหน้าผากชิดหลังคอนาง ออกแรงบางส่วนกัดกระดูกสันหลังใต้คอเสื้อซึ่งเผยอไปด้านหลัง เซี่ยเวย หอบหายใจปานได้ปลดปล่อยบางอย่าง นางถึงสะดุ้งได้สติ ร้องเสียง สั่นเครือว่า “เซี่ยจวีอัน!”
ต่อให้เซี่ยเวยไม่เคยทำเรื่องพรรค์นี้กับใครแต่ก็รู้เช่นกันว่าพฤติกรรม ไม่ได้เหมาะสมดีงามพอรู้สึกตัวขึ้นบ้างก็กระอักกระอ่วน ชิงเปิดประตูก่อนที่นางจะอาละวาด ดันหลังคอนางออกไปพลางพูดสุ้มเสียงแหบพร่า “พรุ่งนี้อย่าลืมเปลี่ยนชุดด้วยเล่า”
แล้วปิดประตู
เจียงเสวี่ยหนิงที่โดนดันออกมาไม่กล้าเชื่อเลยจริง ๆ ว่าเซี่ยเวยทำ อะไรตน ยิ่งไม่กล้าเชื่อเลยว่านี่น่ะหรือคนที่ใครต่อใครเรียกขานเป็น‘นักปราชญ์’ นางยืนขาอ่อนปวกเปียกตรงระเบียงทางเดินทั้งสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ย เอื้อมมือไปลูบชายกระโปรงด้านหลัง ครั้นสัมผัสโดนก็พลันหน้า ร้อนผ่าว
ความอับอายสุดแสนเอ่อล้นยากจะปิดบังบังเกิดเป็นความกราดเกรี้ยวเกินทน
นางซึ่งอยู่นอกห้องลืมไปนานแล้วว่าตอนแรกจะมาทำอะไร เตะ บานประตูไปทีอย่างเหลืออดแล้วตะโกนด่า “ท่านกล้าดีอย่างไร! สารเลว ไร้ยางอาย ต่ำช้านัก!”
หลังประตูไร้ความเคลื่อนไหวใดเซี่ยเวยนั่งชันขาข้างหนึ่งพิงร่องประตู ปล่อยให้เจียงเสวี่ยหนิงบริภาษสักพักก็ได้ยินนางกระทืบเท้า หลังจากนั้นคล้ายว่านางเกรงจะถูกใครพบ เห็นยามดึก ๆ ดื่น ๆ ถึงกัดฟันเอ่ย ‘ต่ำช้า’ อีกรอบ แล้ววิ่งฝีเท้าสับส