ากปล่อยไปเช่นนี้
เขากัดฟันกรอด บีบเอวเจียงเสวี่ยหนิงแล้วจับอีกฝั่ายหมุนตัวหันหน้าแนบบานประตู ทาบทับตรึงร่างนางไว้ ใช้ทั้งริมฝีปากและลิ้นจุมพิตใบหู เย็น ๆ แทน
เจียงเสวี่ยหนิงตัวอ่อนระทวยจนขาสั่น
หากไม่ใช่เพราะถูกเขาดันติดประตู เกรงว่าแค่ยืนคงยืนไม่อยู่ ยิ่ง ไม่ต้องพูดถึงเรื่องกระดิกกระเดี้ยไปไหนเลย
เซี่ยจวีอันถามนางเสียงเข้มและแหบพร่าเป็นพิเศษ “ว่ามาสิ อยาก จะถามอะไรข้า”
นิ้วของเจียงเสวี่ยหนิงเกาะกรอบหน้าต่างฉลุลายอย่างไร้กำลัง รู้สึก เพียงว่ามีวัตถุร้อนรุ่มบางอย่างอยู่ตรงเอวจึงไม่กล้าผลีผลามแม้แต่นิดเดียว ครั้นความทรงจำกับเจตนาที่ตนมาเยือนแล่นผ่านหัวสมอง ในที่สุดก็ตอบ กลับไปว่า“อยากขอให้เซียนเซิง…ทำบะหมี่สักชาม…”
ริมฝีปากที่คลอเคลียใบหูนางพลันชะงัก
แต่แล้วพริบตาถัดมาก็กลายเป็นการขบกัดแฝงอารมณ์หน่อย ๆ บนติ่งหูขาวผ่อง ทิ้งรอยฟันเด่นชัดราวกับใส่แรงยิ่งกว่าเก่า จากนั้นเคลื่อนไปข้างลำคอระหงต่อ “ผีเลอะเลือนเองก็ยังมีช่วงที่ฉลาด เสียดายก็แต่ควร โกรธอะไรเจ้า ดันโกรธแทบตายไปเรียบร้อยแล้ว”เจียงเสวี่ยหนิงมองไม่เห็นสีหน้าเขา ได้ยินแต่น้ำเสียง นางรู้สึกได้ว่ามีมือข้างหนึ่งคล้ายกำลังขยับสวบสาบอยู่ข้างหลัง ตอนแรกยังหัวสมองพร่าเลือนจนไม่ทันสังเกต จวบจนลมหายใจที่พ่นรดผิวหนักหน่วงขึ้น เรื่อย ๆ ถึงค่อยลนลาน พลันเข้าใจอะไรบางอย่าง
บังเกิดเสียงดัง ‘ตูม’ ในหัวสมอง ทุกอย่างขาวโพลนในพริบตา
ขณะนางตื่นตระหน