นับว่าเป็นคู่สามีภรรยาเปียมความสามารถโดยแท้”
เหรินเหวยจื้อไม่คุ้นเคยกับโจวอิ๋นจือ
เมื่อคราโน้นโหยวฟางอิ๋นเคยทนทุกข์เพราะถูกโหยวเย่ว์ทรมาน ทั้งยังเคยได้รับการช่วยเหลือจากโจวอิ๋นจือจริง ๆ กระทั่งเรื่องที่ศึกษาการทำบัญชีก็ได้โจวอิ๋นจือให้คนช่วยหามาให้ นางเป็นคนจดจำน้ำใจผู้อื่นจึงรู้สึก ตื้นตันจากใจ “เวลานั้นได้ใต้เท้าโจวช่วยลำบากดูแล เพียงแต่ข้าน้อยเป็น แค่แม่ค้าต้อยต่ำ ไม่มีโอกาสได้ขอบคุณสักทีขอใช้จอกนี้คารวะใต้เท้าโจว แล้วกันเจ้าค่ะ”
นางยกสุราจอกหนึ่งดื่มคารวะจริง ๆคนส่วนมากไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นสหายเก่าอะไรกัน ทว่าเมื่อเห็นโจว อิ๋นจือรู้จักกระทั่งโหยวฟางอิ๋นก็ประเมินเขาสูงกว่าเดิมหลายส่วน
ไม่รู้ไยเจียงเสวี่ยหนิงถึงไม่สบายใจนัก
โจวอิ๋นจือมาจากเมืองหลวง ส่วนเสิ่นจื่ออีประทับอยู่ต๋าต๋าสองปี ไกลโพ้นจนแทบไม่ล่วงรู้สถานการณ์ใดในวังอีกจึงอดถามระหว่างงานเลี้ยง ไม่ได้ โจวอิ๋นจือเองก็เล่าให้ฟังทีละอย่าง
ตอนนี้เจียงเสวี่ยหนิงถึงได้รู้ว่าในเมืองหลวงบังเกิดความเปลี่ยนแปลงมากมายอีกแล้ว
บรรดาสหายเก่าเผชิญชีวิตที่แตกต่างกันไปเจียงเสวี่ยฮุ่ยแต่งงานเป็นพระชายารองแก่เสิ่นเจี้ย ย่อมช่วยดูแล กิจธุระต่าง ๆ ในจวนหลินจืออ๋องด้วยความเพียบพร้อมสง่างามช่วงแรกจึงยังได้รับความรักใคร่เหลือล้น ส่วนฟางเมี่ยวแม้จะเป็นพระชายาเอกแต่ เทียบกันแล้วถือว่าชาติกำเนิดต่ำต้อยกว่าอย่างช่วยไม่ได้ ซ้ำยังมีพฤติกรรมเยี่ยงซินแสจอม