ักข้างของตำหนักจงชุ่ยเสิ่นจื่ออีไม่ได้ยินข่าวคราวของสหายร่วมศึกษามานาน เมื่อได้ทราบก็บังเกิดความรู้สึกว่าสรรพสิ่งไม่แปรผันผู้คนกลับแปรเปลี่ยนอยู่หลายส่วน
ยามได้ยินชื่อของเซียวซู มุมปากก็ยิ่งผุดรอยยิ้มเย็น
นางเติบโตมาในวัง มีหรือจะดูความนัยและใจใฝั่สูงที่เซียวซูให้เหยา หรงหรงมาอยู่ตำหนักตัวเองไม่ออก เพียงรังเกียจจะซักไซ้ต่อจึงช้อนตาถาม “สหายร่วมศึกษาที่ตำหนักเฟิงเฉินเมื่อตอนนั้น ย้อนคิดกลับไปแล้วก็เป็น ช่วงวัยหนุ่มสาวกำลังรุ่งโรจน์อันหาได้ยาก เวลานี้ทุกคนต่างมีที่ไปกันหมด แต่ไฉนไม่มีข่าวคราวของซูอี๋เลย”เฉินซูอี๋เป็นไข่มุกในฝั่ามือของมหาบัณฑิตเฉินอวิ๋นจิ้นแห่งสำนัก มหาบัณฑิต ลองนับอายุคร่าว ๆ ดูก็ถึงวัยคุยเรื่องออกเรือนแล้วเช่นกัน
โจวอิ๋นจือได้ยินก็ยกจอกสุรา ไม่ปริปากคล้ายลังเลอยู่บ้าง
เป็นเหตุให้มีคนสงสัยอย่างเลี่ยงไม่ได้
ทว่าหลี่ว์เสี่ยนทางด้านข้างดันหัวเราะ เปิดโปงสายสนกลในอย่าง ง่ายดาย ถึงขั้นหยอกล้ออย่างทีเล่นทีจริงหน่อย ๆ ด้วย “ตอนนี้ใต้เท้าโจวเป็นถึงรองผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพร จะมีข่าวใดทั่วทั้งเมืองหลวงที่เขา ไม่ล่วงรู้กันเชียวเพียงแต่เรื่องที่เกี่ยวพันกับงานวิวาห์ของตนเกรงจะไม่ สะดวกเล่าละเอียดกระมัง องค์หญิงคงไม่ทรงทราบว่าใต้เท้าโจวกับธิดา ของมหาบัณฑิตเฉินหมั้นหมายกันเรียบร้อยตั้งแต่เดือนเก้า พ้นปีใหม่ก็จะแต่งงานกันแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“อา…”
พลันบังเกิดเสียงชื่นชมภายในงาน
เสิ