ิงแต่งหน้าให้นางด้วยตนเองมาถึงโถงจัดงานเลี้ยงแล้ว เช่นกัน
พวกเซี่ยเวย เยี่ยนหลิน หลี่ว์เสี่ยน และโหยวฟางอิ๋นอยู่กันพร้อมหน้า กระทั่งเหรินเหวยจื้อที่มาช้าสักหน่อยเพราะก่อนหน้านี้ต้องขนส่งเสบียง อีกชุดตรงแนวหลังก็อยู่ในงานด้วย ทั้งยังมีนายทหารยศสูงในกองทัพ นักแสดงและนักดนตรี บรรยากาศครื้นเครงต่างจากปกติ ถึงขั้นจุดพลุ ประดับโคมไฟ ไร้ซึ่งความเงียบเหงาของเมืองชายแดนในอดีต งานสังสรรค์คึกคักชวนให้รู้สึกเหมือนได้หวนกลับเมืองหลวง
“ทั้งชีวิตไม่เคยทำสงครามไหนสาแก่ใจขนาดนี้มาก่อน อยากได้ เสบียงก็มีเสบียง อยากได้เงินทองก็มีเงินทอง อย่าว่าแต่ทำศึกเดือนเดียว เลยให้ทำศึกต่ออีกสิบปีข้าก็ไม่กลัว!”
“นั่นสิ มีครั้งไหนสะดวกสบายถึงเพียงนี้บ้าง”
“ก่อนนี้ข้าน้อยกลับดูถูกแม่ทัพเยี่ยนเสียได้ปรากฏว่าเป็นวีรบุรุษ รุ่นเยาว์จริง ๆ ด้วย ข้าแก่เกินไปแล้ว แก่เกินไปแล้ว!”“ไป ๆ ๆ ไปคารวะแม่ทัพเยี่ยนหนึ่งจอก!”
…
บางคนในงานดื่มสุราจนหน้าแดง ประคองกันลุกจากที่นั่ง ถือจอกสุรามาหาเยี่ยนหลินเพื่อดื่มคารวะ
คืนนี้เยี่ยนหลินถอดเกราะหนักอึ้งมาสวมชุดรัดรูปสีดำสนิท ช่วงไหล่กว้าง ช่วงเอวแคบ ขณะเคลื่อนไหวไม่รู้ดึงดูดให้นักแสดงและสาวใช้ที่รินสุรารอบด้านเมียงมองส่งสายตาระยับสื่อความในใจมามากน้อยตั้งเท่าใด
ทว่าเขาทำราวกับมองไม่เห็นครั้นพบว่าทุกคนตรงมาหา แม้จะผุดลุกเขากลับไม่ถือจอกสุรา เอ่ยแค่ “แม่ทัพทั้งหลายโปรดอภัย คนแซ่เยี่ยนไม่ดื