้าเตรียมจะไป ที่ใดต่อ”
เจียงเสวี่ยหนิงไม่นึกว่าเขาจะตรงไปตรงมาขนาดนี้ ทว่าพอใคร่ครวญ ก็รู้สึกว่าแสนจะปกติในเมื่อคืนนั้นหลี่ว์เสี่ยนก็ได้ยินแล้ว เซี่ยเวยจะล่วงรู้แผนการของนางก็มิใช่เรื่องแปลก มิหนำซ้ำเขายังเข้าใจถ่องแท้ถึงจิตใจคน หากความคิดเล็กๆ ของนางยังมองไม่ออก ไหนเลยจะคู่ควรเป็นพระอาจารย์ฮ่องเต้ประจำรัชกาลอะไรนั่น
เพียงแต่…
นางวางนิ้วบนขอบกล่องไม้ หลุบตาตอบว่า“ไม่กล้าบอกเซียนเซิง หรอกเจ้าค่ะ”เซี่ยเวยกล่าว “กล้าพูดตรง ๆ แล้วสินะ แต่หากข้าไม่ยอมให้เจ้าไป แล้วเจ้าจะหนีไปไหนได้”
เจียงเสวี่ยหนิงนิ่งเงียบไม่พูดจา
เซี่ยเวยเห็นนางมีท่าทีเช่นนี้ก็อัดอั้นตันใจ ชั่วพริบตาหนึ่งคิดจะดุด่า นางซึ่งหน้าโดยไม่สนสิ่งใดทั้งสิ้น จะด่าดึงสตินางสักที แต่ก็เกรงว่าหากด่าจนได้สติขึ้นมาจริง ๆ นางจะวิ่งไปหาจางเจอโดยไม่ลังเลอีก
รถม้าเคลื่อนออกนอกเมือง มุ่งไปทางด่านเยี่ยนเหมิน
ตอนเสิ่นจื่ออีไปอภิเษกสมรสเชื่อมสัมพันธไมตรี แสงสายัณห์อาบไล้ ทั่วสี่ทิศ
เวลานี้ที่พวกเขาไปต้อนรับหวนคืนราชสำนักกลับเป็นช่วงแสงแรก แห่งรุ่งอรุณ
ภายในรถม้าเงียบสงัด
ผ่านไปพักใหญ่เซี่ยเวยก็เหลือบมองกล่องที่นางอุ้มอยู่ หลังนึกถึงดรุณีน้อยที่กอดเข่าสะอึกสะอื้นเมื่อตอนนั้นก็ถามว่า “เสิ่นจื่ออีมีดีอะไรเจ้าถึง ยอมทุ่มเททุกอย่างแล้วบุกน้ำลุยไฟเพื่อนางขนาดนี้”
คำพูดแฝงการเสียดสีอย่างอดไม่ได้เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกว่าถูกทิ่มแทงทีหนึ่ง ดวงเนตรยามช