แทบเติมดวงใจอัน หนาวเหน็บจนเอ่อท้น
สิ่งใดล้วนเปลี่ยนไป
เจียงเสวี่ยหนิงคนนั้นไม่เปลี่ยนเลย
ขบวนรถหยุด
เยี่ยนหลินดึงบังเหียนม้าให้นิ่งอย่างเงียบเชียบ
ในที่สุดเจียงเสวี่ยหนิงก็มาถึงหน้าขบวนรถด้วยฝีเท้าอันเร่งรีบ ครั้น เข้ามาใกล้ก็ช้อนตาเห็นเสิ่นจื่ออียืนอยู่บนที่นั่งสารถี ชุดชาววังซึ่งเคยหรูหราบนร่างอีกฝั่ายดูหลวมโพรกไปบ้าง กำลังสะบัดประหนึ่งแผ่นกระดาษโบกปลิวกลางสายลม
ความอาลัยประการหนึ่งที่จู่ ๆ ก็มาเยือนพลันกระแทกจัง ๆ
เจียงเสวี่ยหนิงชะงักฝีเท้า ดวงตาอันสุกใสแวววับด้วยหยาดน้ำตา
ทว่าชั่วขณะต่อมากลับยิ้มแย้มอย่างติดจะดื้อรั้น
กล่องไม้ยังแนบชิดอก
ภายใต้แสงตะวันเจิดจ้า ท่ามกลางสายลมแรงพัดกระโชกในพื้นที่ ชายแดน เจียงเสวี่ยหนิงคุกเข่าข้างหนึ่งเบื้องล่างของที่นั่งสารถี ประคองกล่องไม้ขึ้นสูง จับจ้ององค์หญิงผู้ยืนอยู่นานพลางยิ้มสดใส “องค์หญิงเพคะ แผ่นดินของพระองค์มาตุภูมิของพระองค์ รวมถึงบ้านเกิดเมืองนอนของพระองค์เพคะ”รอให้วันใดเยี่ยนหลินเหยียบย่ำบดขยี้ด่านเยี่ยนเหมิน
จงนำดินก้อนนี้ติดตัวไปและค่อยรับข้า…
กลับมาตุภูมิ กลับสู่บ้านเกิดเมืองนอน!
เสิ่นจื่ออีแทบจะลืมไปแล้วว่าตนเคยเอื้อนเอ่ยวาจาแสนอาจหาญ และให้คำสัญญาเช่นนี้กับเจียงเสวี่ยหนิงเพื่อหลอกให้เจ้าตัวสบายใจ…
แต่อีกฝั่ายไม่เห็นเป็นคำพูดล้อเล่น
ในที่สุดน้ำตาที่คลอหน่วยมานานก็ร่วงเผาะขณะรับกล่องไม้จากมือ เจียงเสวี่ยหนิงมาเปิดนางค้อมกายกอดสหา