ทันทีที่สงครามอุบัติประหนึ่งต้นหญ้าบนทุ่งรกร้าง เพียงประกายไฟ น้อยนิดต้องลมก็ลุกลามทั่วทุกแห่งหน พร้อมแผดเผาทุกสิ่งให้เป็นจุณ
กลองรบในคืนเหมันต์อันเหน็บหนาวดังอุกอาจราวกับเสียงอัสนี!
ปลุกชาวต๋าต๋าที่ต้องเผชิญศึกขึ้นจากฝันหวาน หยาดโลหิตสดจาก คมหอกและสรรพอาวุธไหลซึมสู่พื้นดินเยือกแข็ง ขณะแสงตะวันเลือน สาดส่องปฐพีก็สะท้อนสีชาดอันเย็นเยียบถึงกระดูกครั้งแล้วครั้งเล่า
ทหารม้าเบาเคลื่อนทัพได้ปราดเปรียวสุดส่วนพลธนูหลบในหมู่ทหารราบเบาโดยมีปีกซ้ายขวาคุ้มกัน ยังไม่เข้าประชิดพลทหารของต๋าต๋าพลธนู ก็ชิงยิงห่าลูกศรปกคลุมชั้นฟั้าระลอกหนึ่งปักร่างทหารม้าและอาชาศึก นับไม่ถ้วนในทัพศัตรู
คนร่วงจากหลังม้า อาชาไนยร้องก่อนล้มฮวบ
ผู้ที่ตามมาหากไม่โดนลูกหลงก็หลบไม่ทันจนถูกชนกระแทกอย่างจัง บ้างตั้งตัวไวปรับกระบวนทัพให้กระจายออกชิดริมสองฝัง แต่ถึงกระนั้น ก็ยังคงเป็นดั่งฝูงมด ถูกฟาดจนรูปขบวนแตกกระเจิง กระบวนทัพซึ่งเดิมทีแข็งแกร่งแทบจะถูกแหวกกลางในบัดดลเยี่ยนหลินยืนสังเกตการณ์บนรถศึกสูงตัดสินใจฉับไวสั่งให้มือกลองเปลี่ยนจังหวะการตีเพื่อเปลี่ยนคำบัญชาการ ทหารม้าตะลุยนำหน้าออก จากสองปีกเข้าโอบล้อมรูปขบวนจู่โจมของอีกฝั่ายทันใด ส่วนทหารราบ หนักซึ่งถือโล่ชูดาบก็ทะลวงจุดอ่อนซึ่งแยกออกของอีกฝั่ายดั่งด้ามหอก พลธนูเองก็ไม่ได้ยิงศรจนมืดฟั้ามัวดินต่อทว่าเปลี่ยนมาคุ้มกันทหารราบ หนักที่ดาหน้าเข้าจู่โจมขบวนทัพของอีกฝั่าย!
ท