สายลมหนาวคืนเหมันต์พัดผ่านจินทั่ว[1]แสงจันทร์เย็นเยียบส่องกระทบชุดเกราะเหล็ก
บริเวณนอกค่ายทหารใหญ่พ้นตัวเมือง เหล่าทหารตั้งขบวนอยู่ด้านหน้ากันแล้ว
ทหารราบอยู่กลาง แบ่งทหารม้าเป็นสองปีกพลธนูหลบอยู่หลัง ทหารราบแนวหน้า ในหมู่ทหารราบมีส่วนน้อยเป็นทหารราบหนัก มือหนึ่งถือโล่มือหนึ่งถือดาบ ไว้กำราบทหารเร่ร่อนของต๋าต๋าซึ่งชำนาญการยิงธนู โดยเฉพาะ ทั้งบุกรุกเข่นฆ่าและปั้องกันลูกธนูจากอีกฝั่ายได้ แต่ส่วนมาก เป็นทหารราบเบาและทหารม้าเบาซึ่งน้ำหนักตัวน้อย เคลื่อนไหวปฏิบัติการว่องไว จัดระเบียบง่าย ขอเพียงบัญชาการได้ดี ในราตรีสลัวนี้ย่อมบุกเข้าสังหารได้เงียบเชียบเสมือนใบไม้!
เสียงกลองศึกบนหอสังเกตการณ์กระหึ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ไฟคบเพลิงซึ่งจุดยามราตรีกับธงรบพลิ้วไหวตามลม
ใบหน้าของทหารสามหมื่นนายเลือนรางจากแสงเงาจนดูไร้ความ แตกต่าง
รอยเลือดในวันวานบนแท่นบัญชาการถูกชะล้างจนสะอาด เหลือแค่รอยด่างดวงแห้งกรังระหว่างซอกเหล็กและหลืบไม้ เค้าโครงใบหน้าคมเข้มหนักแน่นของเยี่ยนหลินช่างแลกระจ่างชัดขณะยืนบนที่สูง
ตะวันยังไม่ขึ้น เขาจึงเป็นอาทิตย์แห่งค่ำคืนอันมืดมนอนธการ
แสงเพลิงสว่างไสวลุกโชติในส่วนลึกของดวงตา ทำให้ปณิธานและ ความมุ่งหวังจะล้างแค้นซึ่งสะกดกลั้นมาตลอดสองปีทะยานขึ้นตามดวงใจ ที่เดือดพล่าน แปรเปลี่ยนเป็นความสง่างามองอาจเทียมฟั้า เขาชักกระบี่ ออกจากฝัก ชูคมกระบี่ยาวสามฉื่อขึ้นสูง!
ภูผาโห่ร้องห้วงสมุทรกู่ก้อ