ันหากแต่เป็นวาจาเสียดสีของเซี่ยเวยเมื่อไม่นานมานี้ ‘หากเจ้าทำความเข้าใจได้ว่าเหตุใดเจ้ากับเขาถึง ไม่อาจอยู่ร่วมกันก็คงไม่ชื่อเจียงเสวี่ยหนิงแล้วและยิ่งไม่มานั่งอยู่ตรงนี้ ขณะนี้หรอก’เจียงเสวี่ยหนิงเหมือนถูกลากออกมาจากน้ำ
นางยกมือปิดหน้าตัวเองอย่างอ่อนแรง
ผ่านไปพักหนึ่งถึงค่อย ๆ ขับไล่ความกลัวจากก้นบึ้งหัวใจ
ความมืดประดุจเส้นด้ายแทรกสอดเข้ามาภายในห้องพร้อมกับความหนาวเย็น
ม่านโปร่งข้างเตียงถูกลมพัดจนมุมหนึ่งกระพือ
แสงอันน้อยนิดลอดผ่านกระดาษหน้าต่างส่องให้เห็นเงาร่างข้างเตียงนางสลัว ๆ
น้ำเสียงสงบนิ่งของเขาเลือนรางราวไอหมอกคล้ายกลืนกลายเป็น หนึ่งเดียวกับความมืด “เจ้าฝันเห็นข้า?”
เจียงเสวี่ยหนิงสะดุ้งโหยง!
พอนางได้ยินสุ้มเสียงคุ้นเคยก็ลดมือลง เพ่งสายตาพินิจถึงมองเห็น เงาร่างท่ามกลางความมืดชั่วขณะนั้นรู้สึกเหมือนแม้แต่หัวใจยังถูกกุมเอาไว้ตะลึงจนพูดคำใดไม่ออก
ไม่รู้เซี่ยเวยมาตั้งแต่เมื่อไร เพียงจับจ้องนางแล้วถามดังเดิม “เจ้าฝัน เห็นข้า?”
ฝันร้ายเมื่อครู่ยังทิ้งความสะพรึงเอาไว้เสี้ยวหนึ่ง
เจียงเสวี่ยหนิงไม่กล้าเชื่อเลยจริง ๆ ว่าคนผู้นี้จะมานั่งอยู่ข้างเตียงนางกลางดึก “เซี่ยจวีอันเหตุใดท่าน…”
ฝั่ามือของเซี่ยเวยกลับลูบไล้แก้มนางแผ่วเบาแนบมือกับปลายคิ้วนางแล้วจึงเอ่ย “หนิงรองเสิ่นจื่ออีเป็นเชื้อพระวงศ์ ตายก็ตายไปเถิด เกี่ยวอันใดกับข้าด้วยเล่า ข้าชักจะเสียใจกับการตัดสินใจนี้ขึ้นมาแล้ว”นิ้วมือแ