สุดท้ายเซี่ยเวยจึงค่อย ๆ ปล่อยนาง
ในความมืดมิดอันเงียบสงัด
มีเพียงเวลาที่ต่างฝั่ายต่างมองเห็นกันไม่ชัดเจนเช่นนี้ถึงมีคนกล้าทลายเปลือกนอกที่ปกติหมดจดงดงาม แล้วเผยภายในซึ่งดำมืดเสียยิ่งกว่า อนธการ ให้ได้เห็นตัวตนอันจริงแท้ภายใต้เปลือก
มือเขายังคงกอบกุมประสานนิ้วมือ
เจียงเสวี่ยหนิงกล่าว “ไปนอนสักครู่เถอะเจ้าค่ะ”
นิ้วเซี่ยเวยจึงค่อยเคลื่อนมายังข้อมือนางทีละน้อย ลูบไล้แผลเป็นที่ แทบไม่เหลือรอยพลางหลุบตา
เขาเอ่ย “ข้านึกว่าเจ้าจะไม่แยแสเสียอีก”
เจียงเสวี่ยหนิงลุกมาเติมฟืนใส่กองไฟที่ใกล้มอดแบบไม่สนว่าจะมีฟืนพอถึงวันพรุ่งนี้หรือไม่เปลวไฟค่อย ๆ ลุกโชนขับไล่ความมืดภายในถ้ำอีกครั้ง ครั้นแล้วจิตใจถึงค่อย ๆ สงบ
นางตอบโดยไม่หันมอง “อย่างท่านคู่ควรกับความตายด้วยหรือ”
เซี่ยเวยเงียบอยู่ข้างหลังนางพักใหญ่ก็หัวเราะเบา ๆ “เจ้าพูดถูก ข้า ไม่คู่ควร”
ราตรีนี้ผ่านไปอย่างสงบ
เซี่ยเวยหลับแล้วจริง ๆ
ทั้งยังไม่ฝันถึงสิ่งใดเลย
เจียงเสวี่ยหนิงกลับนั่งเหม่อเฝั้ากองไฟทั้งคืนจวบรุ่งเช้าวันถัดมาเมื่อฟืนหมดกองไฟจึงมอดลงทีละน้อย เหลือเพียงเถ้าถ่านแดงสลัวควัน ลอยกรุ่น
รู้สึกตัวอีกทีก็เห็นเซี่ยเวยลุกมานั่งฝังตรงข้ามตั้งแต่เมื่อไรไม่ทราบ เขาออกปากเตือนเสียงเรียบ“ย่างจนไหม้แล้ว”
เจียงเสวี่ยหนิงก้มมอง
จริงตามนั้น เนื้อกวางเสียบไม้ไผ่เกรียมไปแล้วแถบหนึ่ง ถึงขั้นส่งกลิ่นไม่พึงพิสมัย
นางพูดอย่างเบื่อหน่าย “ตามองเห็นไม่ชัดแท้