นิงถือท่อนฟืนติดไฟไล่ต้อน
พวกมันถอยออกไปข้างนอกที่มีลมกระโชกและหิมะเย็นเยือก รับรู้ว่าถ้ำภูเขาแห่งนี้ไม่อาจล่วงเข้า จึงครางอย่างไม่ยินยอมแล้วค่อย ๆ แยกย้าย แค่พริบตาก็ไม่เหลือร่องรอยบนผืนหิมะอีกคงไปตามหาที่กำบังลมหิมะ แห่งอื่นแล้ว
ครั้นช่วงเวลาอกสั่นขวัญแขวนผ่านพ้นจึงค่อยกลับสู่ความสงบ ในที่สุด
เจียงเสวี่ยหนิงหอบหายใจอย่างรุนแรง คิดจะกลับเข้าไปทว่าไม่รู้ เหตุใดถึงยืนไม่ขยับ ราวกับทั้งร่างถูกตรึงไว้กับที่
จนกระทั่งจู่ ๆ มือข้างหนึ่งก็จับแขนแล้วดึงร่างนางไป
อกเซี่ยเวยเสมือนมีกองไฟสุมแผดเผาเขาประคองหลังศีรษะนางด้วยมือหนึ่ง รวบนางไว้ในอ้อมแขนก่อน ก้มประทับจุมพิตดูดดื่มแลบเลียริมฝีปากชอนไชตามไรฟัน รุกล้ำดุจเปลวเพลิงแผดลาม ทั้งหนักหน่วงดุดันและกดขี่ข่มเหง
เจียงเสวี่ยหนิงพลันรู้สึกหัวสมองว่างเปล่า
เซี่ยเวยประหนึ่งสัตว์ปั่าขย้ำกลืนกินนาง เขากระซิบว่า “ข้าชั่วช้า สามานย์นัก ไยเจ้าใจอ่อนเช่นนี้”
สตินางยังไม่หวนเข้าที่ จวบจนถูกปลุกด้วยการรุกรานอย่างรุนแรง ตนก็กลายเป็นเหยื่อที่ถูกอ้อมแขนเขาพันธนาการโดยไม่อาจหลุดพ้น ไปแล้ว ตกอยู่ในสภาพอับจนและสับสน
ก่อนหน้านี้เซี่ยเวยนั่งข้างกองไฟ ริมฝีปากและปลายนิ้วจึงหลงเหลือความอบอุ่นชั้นหนึ่งทว่าเมื่อทาบทับพัวพัน เจียงเสวี่ยหนิงกลับสัมผัสอุณหภูมิที่ลึกไปกว่านั้นไม่ได้เลย เพราะกายเขามีแต่ไอเย็นเยียบแผ่ซ่าน
จุมพิตเร่าร้อนแจ่มชัดทว่าชวนสั่นสะท้าน
เขาแนบชิดดูดซ