ับไออุ่นจากผิวเนื้อ
ท่อนไฟที่ถือถูกเขาจับโยนทิ้ง ทว่ามีดด้ามนั้นยังคามือเพราะกังวลเกินไปเจียงเสวี่ยหนิงจึงลืมวาง
ราวกับต้องกำไว้แน่นจึงจะปลอดภัย
เซี่ยเวยกลับไล้นิ้วตามข้อมือนาง ค่อย ๆ แกะปลายนิ้วโค้งงอที่เกือบเป็นตะคริวของนางแล้วฝืนดึงมีดออก
ทว่านางกำเสียแน่น
แน่นจนฝั่ามือปรากฏรอยแดงเป็นแนว
เซี่ยเวยจึงผ่อนแรงจุมพิตให้นุ่มนวล จับจ้องนางด้วยแววตาลึกซึ้งก่อนกระซิบบอก “ไม่เป็นไรแล้ว ส่งมีดให้ข้าเถิด”
หยาดน้ำตาไหลรินอย่างปราศจากสัญญาณเตือนล่วงหน้า
เจียงเสวี่ยหนิงเริ่มตัวสั่นระริก
ในที่สุดเขาก็ดึงมีดสั้นออกจากมือนางสำเร็จโยนมันลงกับพื้น ก่อนประคองกลุ่มผมดำขลับให้หน้าผากนางมาแนบแผงอกตน ไหล่ผอมบางกระเพื่อมขึ้นลงพร้อมส่งเสียงสะอื้นผะแผ่วด้วยความพรั่นพรึงแทบแหลกสลาย
เซี่ยเวยยืนกะพริบตานิ่ง พลันคิดขึ้นมาว่าหากได้ติดอยู่แต่ในภูเขา ไม่ออกไปชั่วชีวิตก็คงดี
ทว่าแทบทันทีที่ความคิดนี้ผุดขึ้นมา ก็มีอีกเสียงคำรามใส่เขาอย่าง บ้าคลั่ง…
เจ้ากล้าดีอย่างไร
เจ้ากล้าดีอย่างไร!
ชะตาทุกข์เข็ญเช่นเจ้าต้องทรมานกลางลมฝน ต้องกร้าวแกร่งมาค่อนชีวิต ไม่มีแม้สิทธิ์จะนอนหลับฝัน หนี้เลือดบัญชีแค้นยังไม่ทันชำระสะสาง ยังกล้ามีความคิดพรรค์นี้ได้อย่างไรต่อให้เจียงเสวี่ยหนิงอาจหาญเพียงใดก็ไม่เกินระดับวิวาทมีปากเสียง กับคนในวังหรือท้องตลาด ย่อมไม่เคยพบเจอเรื่องน่าหวาดผวาสุดพิสดารอย่างแมวปั่าในคืนน่าอกสั่นขวัญหาย
เมื่อนางนิ่ง